จุดยืนพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อการชุมนุม 19 ก.ย. : “หากต้องการนำพาประเทศไปสู่ทางออก จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ปลอดภัย”



ในการแถลงจุดยืนของพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ต้องเลือกว่าจะพาบ้านเมืองไปสู่ทางออกหรือพาประเทศไปสู่ทางตัน หากต้องการจะนำพาประเทศไปสู่ทางออก จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ปลอดภัย เหมือนที่ในระดับสากลทำเมื่อมีการชุมนุมเกิดขึ้นคือ จำเป็นต้องเปิดให้มีการพูดคุยกันอย่างเสรี ผู้มีอำนาจและเจ้าหน้าที่ต้องหยุดคุกคามพวกเขา และรับฟังพวกเขาจริงๆ ไม่เหนี่ยวรั้งพวกเขา ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศนี้

“แต่หากต้องการจะพาประเทศไปสู่ทางตันก็คือการใช้อำนาจกดดันเด็กให้ไร้ทางออกแล้วผลักให้พวกเขาไปอยู่ในโลกออนไลน์อย่างเดียว แล้วอนุญาตให้พวกเขาพูดในส่วนของเขาเท่านั้น ในขณะเดียวกัน หากเป็นแบบนี้ผู้ใหญ่อย่างเราก็ไม่มีโอกาสได้ฟังเช่นเดียวกัน ซึ่งจะเป็นการกีดกันความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นอนาคตของประเทศ ดังนั้นแล้วใน 2-3 วันนี้ยังพอมีเวลาที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง รวมทั้งนายกรัฐมนตรี อธิการบดี สมาชิกวุฒิสภา มีโอกาสเลือกว่าจะพาประเทศไทยไปหาทางออกหรือทางตัน แต่ถ้ามันไปถึงทางตันแล้วเราไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เราต้องหาทางออกร่วมกันไม่เช่นนั้นถ้าบ้านเมืองถึงทางตัน อาจส่งผลให้สังคมลุกเป็นไฟได้”




ขณะที่ ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า อย่าลืมว่าในสภาวะที่มีบางฝั่งบางฝ่ายเอาประเด็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องดำเนินมากว่า 10 ปีแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2548 เรื่อยมา ซึ่งประเทศไทยได้ผ่านรัฐประหารมาแล้วถึง 2 ครั้ง การที่ นักเรียน นักศึกษา พูดถึงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง เนื่องจากพวกเขาเติบโตมาภายใต้สถานการณ์แบบนี้ที่มีการยกเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาโจมตีกันทางการเมือง กระทั่งบางครั้งเป็นเงื่อนไขในการต่อต้านและล้มล้างรัฐบาลบางชุด รวมทั้งการรัฐประหารล้มรัฐบาล 2 ครั้งที่ผ่านมาก็เป็นการกระทำที่กล่าวอ้างว่าเข้ามาเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หลังการรัฐประหารยังมีการเอาประเด็นนี้มาโจมตีกล่าวหาฝ่ายที่ต่อสู้เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนกลุ่มต่างๆหรือพรรคการเมือง จึงอยากย้ำว่าปัญหาการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้นมีมานานแล้ว และมีหลายฝ่ายเคยกล่าววิพากษ์วิจารณ์ตักเตือนด้วยความหวังดีตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักกิจกรรมทางการเมือง พรรคการเมือง นักสิทธิมนุษยชน ฯลฯ สุดท้ายการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองแบบนี้จะไปกระทบกระเทือนกับสถาบันในที่สุด อย่างไรก็ตาม วันนี้ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทำให้เห็นแล้วว่าคำเตือนเหล่านั้นกำลังจะเป็นจริง

“ฝ่ายต่างๆ ที่เคยหยิบยกเอาประเด็นสถาบันฯเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองทั้งผู้นำรัฐประหาร ผู้นำกองทัพ เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบว่า สังคมไทยจะหาทางออกอย่างไรกับปมเงื่อนที่พวกเขาได้ผูกไว้และสร้างขึ้น ดังนั้น คนพวกนี้ควรต้องรับผิดชอบหากมีอะไรเกิดขึ้น แต่พวกนี้แทนที่จะคลี่คลายปมปัญหา กลับทำให้ปมปัญหาผูกแน่นขึ้นไปอีก ยังเห็นกระบวนการพยายามกล่าวหาป้ายสี โจมตีกลุ่มต่างๆ ว่าต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นไปอีก โดยหวังใช้เพื่อแก้ปัญหาให้รัฐบาลเพื่อหวังว่าจะลดแรงกดดันให้กับรัฐบาล เหล่านี้เป็นสัญญาณที่ไม่ดี แทนที่จะผูกปมปัญหา จึงควรต้องหาทางคลี่คลายปมปัญหามากกว่า และคนที่มีส่วนผูกปมเงื่อนนี้ต้องรับผิดชอบ”




สำหรับรายละเอียดในแถลงจุดยืนของพรรคร่วมฝ่ายค้านมี ดังนี้

ประการแรก

การแสดงออกและการเรียกร้องของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนภายใต้กรอบกฎหมาย เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามระบอบประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสามารถกระทำได้ รัฐบาลต้องคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้การแสดงออกดังกล่าวเป็นไปได้อย่างเสรี รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยในการแสดงออกของประชาชน โดยปราศจากการคุกคาม แทรกแซง ให้ร้าย และด้อยค่าการแสดงออกดังกล่าว ทั้งนี้ข้อเรียกร้องต่างๆ ของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนควรจะต้องมีการนำไปสู่การพิจารณาด้วยความพินิจพิเคราะห์ถึงข้อดี ข้อเสีย ความเหมาะสมอย่างละเอียดถี่ถ้วนและเป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสมให้กับสังคมไทย

ประการที่สอง

ข้อเรียกร้องที่สำคัญของการชุมนุมของนักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชน คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันผลักดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 23-24 ก.ย.63 ซึ่งสนับสนุนให้มี ส.ส.ร.เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่ ส.ส.ร.ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน เพื่อนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อปลดล็อกประเทศจากทางตันในปัจจุบัน พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่าหาก ส.ส.ร. มิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง จะเป็นช่องทางให้คนเฉพาะบางกลุ่มหรือฝ่ายผู้มีอำนาจสามารถเข้ามาแทรกแซงและบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนได้

ประการสุดท้าย

พรรคร่วมฝ่ายค้านขอเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ต้องถูกยกเลิก พวกเราเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภาเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ร่วมมือกับทุกภาคส่วนในสังคมหาทางออกให้ประเทศ เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด และสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ตรงตามความเป็นจริงและเพื่อยุติความขัดแย้งที่นับวันจะขยายตัวไม่มีที่สิ้นสุด