ใช้ C-O-V-I-D แก้วิกฤตโควิด-19



เราคงต้องยอมรับความจริงว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรเสียก็ต้องเข้าสู่การระบาดระดับที่ 3 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเชื่อว่าประชาชนตื่นตัว เตรียมพร้อมรับมือและดูแลตัวเองอย่างเต็มที่ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเพื่อผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่าน แต่อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญคือรัฐบาลที่จะต้องพาคนไทยออกจากวิกฤตินี้ มีความพร้อมแค่ไหน


การบริหารจัดการวิกฤติเป็นเรื่องของการรู้อดีต-ทำปัจจุบัน-เตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ผมคิดว่าการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 เราต้องใช้หลักการ 5 ข้อที่ผมย่อออกมาเรียกว่า C-O-V-I-D มาแก้ไขปัญหา

C heckpoint จุดตรวจคัดกรองทั่วประเทศ

O ne voice สื่อสารเสียงเดียว

V accine พัฒนาวัคซีน

I solation การแยกตัว

D ata การบูรณาการข้อมูล


“Checkpoint – จุดตรวจคัดกรองโรค” โรคระบาดเป็นเรื่องภัยมั่นคงทั้งของประเทศชาติและมนุษยชาติ ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามไม่ต่างจากภัยอื่นๆ ตัวอย่างการระบาดของโรคอีโบลาที่ประเทศคองโก มีการตั้งจุดตรวจตามหัวเมืองสำคัญๆ ทำให้สามารถคัดแยกผู้ป่วยได้ ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทย ตามข่าวมีผู้ป่วยโควิด-19 สามารถไปมาจากพัทยาถึงเพชรบูรณ์ จากเชียงใหม่ถึงหาดใหญ่ โดยไม่มีคนหรือเทคโนโลยีสุ่มตรวจ ตามท้องถนน “เชิงรุก” เสมือนภัยพิบัติระดับชาติอื่นๆ


หนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลควรทำตอนนี้คือการตั้งจุดตรวจคัดกรองเชิงรุกอย่างกว้างขวาง โดยทำให้ผู้คนเข้าถึงการตรวจได้ง่ายที่สุด ค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ตามแนวทางองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ต้องเน้นการ drive-through หรือการกระจายจุดตรวจย่อยทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องมารวมตัวและรอกันที่โรงพยาบาลหลายชั่วโมงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะการรอคิวในโรงพยาบาลถือเป็นจุดเสี่ยงอีกจุดหนึ่งที่จะแพร่กระจายเชื้อกันได้ การมีจุดตรวจย่อยมากเพียงพอก็จะช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ลงไปได้



“One Voice – สื่อสารเสียงเดียว” การสื่อสารในช่วงการบริหารจัดการวิกฤต(crisis management) เป็นสิ่งสำคัญเพราะในช่วงวิกฤตจะเต็มไปด้วยคำถาม ข้อสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวลือที่จะสร้างความสับสัน และตื่นตระหนก จนอาจนำไปสู่ความวุ่ยวาย และความโกรธแค้นได้ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรวมศูนย์การสื่อสารอย่างเป็นทางการไว้ที่แหล่งเดียวหรือคนเดียว เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่สับสนและคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะช่วยลดความตื่นตระหนกในสังคมได้ เช่น ในปี 2014 การระบาดของโรค Ebola ที่มี Barack Obama ประธานาธิบดีเป็นผู้แถลง หรือเหตุการณ์ช่วยชีวิต 13 หมูป่าออกจากถ้ำที่จังหวัดเชียงรายที่ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร เป็นผู้สื่อสารหลักเพียงท่านเดียว



“Vaccine – พัฒนาวัคซีน” ในขณะที่ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กำลังทุ่มทุนค้นคว้าและผลิตวัคซีนต้านไวรัส ประเทศไทยกำลังทำอะไรอยู่? ประเทศเรามีบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีศักยภาพสูง แต่ปีหนึ่งๆ เราลงทุนกับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพียงแค่ 8,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.06% ของ GDP มากกว่าเกณฑ์ของ WHO เพียงเล็กน้อย ถ้าเราเพิ่มงบอีกเท่าหนึ่ง หรืออีก 8,000 ล้านบาท เราก็สามารถสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพ มีงานเพิ่มขึ้น มีงบวิจัยเพิ่มขึ้น มีห้องทดลองและอุปกรณ์ที่ทันสมัย ซึ่งผลที่ประเทศไทยจะได้รับไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจที่เราจะมีลูกค้าหลายล้านคนจากทั่วโลก แต่เรายังเป็นความหวังของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่พวกเขาต่างรอคอยให้คนที่เขารักหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วย



“Isolation – การแยกตัว” หรือการรักษาระยะห่างทางสังคม(Social Distancing) เป็นมาตรการหลักที่รัฐบาลทั่วโลกใช้เพื่อชะลออัตราการแพร่ระบาดไม่ให้รวดเร็วจนเกินศักยภาพของระบบสาธารณสุขหรือเรียกว่า “การทำให้กราฟชันน้อยลง” (Flatten the curve) ในประเทศไทยยังมีปัญหาว่าการกักตัวยังสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เมื่อแรงงานไทยที่มาจากต่างประเทศถูกกักตัวใน ขณะที่ชาวต่างชาติที่มาในเครื่องบินเดียวกันไม่ถูกกักตัว หรือพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ ค้าขาย หรือเป็นลูกจ้างรายวัน คงไม่มีโอกาสที่จะทำตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมได้ หากไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย เช่น หากต้องหยุดงานเพื่อดูอาการถึง 14 วัน แล้วจะยังได้รับค่าตอบแทนจากนายจ้างหรือไม่ อย่างไร


นอกเหนือจากนั้น พวกเรา ส.ส. - ส.ว. หรือรัฐมนตรี ผู้ที่มีอภิสิทธิ์มากกว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ควรปฏิบัติตัวตามกฎเกณฑ์ของสังคม ในการกักตัวเองและทำตามมาตรการ Social Distancing อย่างเคร่งครัดหากเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีความใกล้ชิดกับคนกลุ่มเสี่ยง ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับประชาชนว่ามาตรการดังกล่าวมีความเท่าเทียมกัน และจูงใจให้พี่น้องประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญ ให้มีวินัย กับมาตรการดังกล่าวมากขึ้น



“Data – บูรณาการข้อมูล” รัฐบาลไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการบริหารจัดการวิกฤติ ภายในวันเดียวรัฐบาลไต้หวันสามารถรวมข้อมูลจากสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (National Health Insurance Administration) และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (Immigration Agency) เพื่อค้นหาบุคคลและประวัติการเดินทาง 14 วันที่ผ่านมาของผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งให้รัฐสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยและสามารถให้คนที่มีความเสี่ยงสูงกักตัวเองอยู่ในบ้าน และติดตามความเคลื่อนไหวผ่านโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังทำเว็บไซต์แผนที่แสดงจุดจำหน่วยหน้ากากอนามัยแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ประชาชนหาซื้อหน้ากากอนามัยได้ง่ายขึ้น



สุดท้ายนี้ ผลเสียของโรคโควิด-19 จะลามไปถึงเศรษฐกิจ มีหลายสำนักได้ออกมาฟันธงแล้วว่า GDP จะติดลบอย่างน้อย -0.8 ถึง 1% สำหรับเศรษฐกิจในประเทศ สำหรับ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อศูนย์กลางของโรคโควิดได้ย้ายไปอยู่ที่ยุโรป ซึ่งเมื่อเริ่มดูสภาพเศรษฐกิจ ภาวะหนี้ของธนาคารขนาดใหญ่ นโยบายของ ECB แล้ว พวกเราคงต้องคิดแล้วว่า ถ้าผล “Aftermath” ของโควิด จะอยู่กับพวกเราไปอีกอย่างน้อย 1 ปี เราจะรับมือกันอย่างไร ใช้งบประมาณแค่ไหน วางทัพกันอย่างไร


ถ้าเราผ่านวิกฤตินี้กันไปได้ เราลงทุนในแผนสู้กับโรคระบาดในครั้งนี้ จะไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแน่นอน โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การวางแผนตั้งด่านบนท้องถนน การตั้งศูนย์ระบบ การสื่อสารกับประชาชน การลงทุนในวิทยาศาสตร์การแพทย์ การพัฒนาวัคซีน การซักซ้อมการแยกตัวของประชาชน การบูรณาการข้อมูลแบบรัฐบาลต่างชาติ จะเป็นการใช้งบประมาณ การลงทุนที่ทำให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตนี้ไปได้ และเราจะเข้มแข็งขึ้นครับ