รบ.ไทยอย่านิ่ง! กองทัพเมียนมา-KNU สู้กัน ทำคนทะลักเข้าไทย

รบ.ไทยอย่านิ่ง! กองทัพเมียนมา-KNU สู้กัน ทำคนทะลักเข้าไทย


อย่าให้เสียงปืน-ระเบิดดังกว่าความเป็นคน : ว่าที่ผู้สมัครฯ ก้าวไกล รายงานเหตุสู้รบกองทัพเมียนมา-KNU กระทบหนักฝั่งไทย

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ กองทัพเมียนมา ได้เริ่มเปิดยุทธการตีฐานกองกำลัง KNU ที่ “เลกิกอ” ในเขตเมียวดี โดยขนสารพัดอาวุธหนัก ไม่ว่าจะเป็นปืนใหญ่ ปืน ค. เครื่องยิงลูกระเบิด RPG และเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด ดาหน้าเข้าถล่มฐานที่มั่นของ KNU อย่างหนัก

การสู้รบที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง มิได้เป็นเหตุให้มีประชาชนในฝั่งเมียนมา โดยเฉพาะชาวกะเหรี่ยง ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จนต้องอพยพออกจากพื้นที่เท่านั้น

ด้วยความที่พื้นที่สู้รบ อยู่เพียงข้ามฟากแม่น้ำสาละวินไปเท่านั้น และอย่างที่เรารู้กัน ว่าอาวุธหนักเหล่านี้ เป็นอาวุธประเภทยิงหวังผลวงกว้าง ไม่ได้มีความแม่นยำเหมือนจับวาง

จึงกลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ที่ลูกกระสุนจากอาวุธหนักเหล่านี้ จะตกข้ามมาฝั่งไทยไม่น้อย

ตลอดช่วงเช้าของวันนี้ (25 ธ.ค. 64) ปรัชญา ปุณหะกิจ และ รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล จ.ตาก เขต 2 และ เขต 3 ได้ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยมเยียนและประสานให้การช่วยเหลือชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ที่ ต.แม่กุ และ ต.แม่ดาว อ.แม่สอด พร้อมรายงานสถานการณ์ที่น่ากังวลในขณะนี้

“พื้นที่สู้รบจริงๆ อยู่ห่างจากบ้านชาวบ้านฝั่งไทยไม่ใช่เป็นกิโลๆ นะครับ แค่ 600 เมตร กั้นด้วยแม่น้ำเท่านั้นเอง แล้วยิงกันมีทั้งปืน ค. RPG, ปืนใหญ่, เครื่องบินทิ้งระเบิด ฯลฯ เขาใช้พวกนี้เพราะในป่าพม่าเขาแพ้กะเหรี่ยงตลอด สู้เขาไม่ได้ เลยต้องใช้อาวุธหนักถล่มหวังผลแบบนี้

แล้วยิงกันนี่ ไม่ได้มีพักกินข้าวกลางวัน หรือหยุดยิงเป็นเวลาๆ นะครับ เขายิงตลอด 24 ชั่วโมง ขนาดตอนผมยืนคุยกับชาวบ้านยังมีเสียงปืนเสียงระเบิดดังตลอดเวลาเลย”


“ปรัชญา” รายงานถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วยความกังวลใจ ก่อนที่จะให้ข้อมูลว่าเฉพาะที่ ต.แม่ตาว กับ ต.แม่กุ เท่าที่ทราบมีชิ้นส่วนและสะเก็ดระเบิดตกลงมาโดนบ้านเรือนกับเทือกสวนไร่นาของประชาชนถึง 8 ลูกแล้ว และมีแนวโน้มจะตกมาอีกเรื่อยๆ ตราบเท่าที่การสู้รบยังดำเนินไปเช่นนี้

จนถึงขณะนี้ ลูกหลงจากสงครามที่ตกลงฝั่งไทย แม้จะเป็นเพียงสะเก็ดและชิ้นส่วนระเบิด ที่ตกมาแบบแฉลบๆ โดนต้นไม้บ้าง โดนหลังคา-ฝาบ้านบ้าง ตกลงไร่นาบ้าง แต่เราไม่รู้เลย ว่าวันไหนระเบิดแบบจังๆ ที่ไม่ใช่สะเก็ด และไม่ใช่ชิ้นส่วน จะตกมาโดนบ้านคนทางฝั่งไทยเข้าจริงๆ

เส้นบางๆ ที่กั้นอยู่ระหว่างระเบิดจริงกับสะเก็ดและชิ้นส่วนระเบิดในขณะนี้ คือเพียง 600 เมตรข้ามฝั่งแม่น้ำสาละวินไปเท่านั้น นั่นหมายความว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมีสูงมาก

“ที่ผมหนักใจเป็นพิเศษคือคนแก่และผู้ป่วยติดเตียงที่เคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้ อยู่ปกติก็ลำบากอยู่แล้ว ในสถานการณ์สู้รบแบบนี้ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่

ชาวบ้านทั่วไปก็ลำบากมาก ทุกวันนี้อยู่ไม่ได้ ไม่เป็นอันหลับอันนอนกันเลย หวาดระแวงทุกเวลา ไม่รู้ตอนไหนระเบิดจะมาตกใส่บ้านเขา เขายิงกันหนักจริงๆ นะครับ ตอนผมอยู่ในพื้นที่ เดินอยู่ในหมู่บ้านนี่เสียงปืน-เสียงระเบิดดังตลอดเวลาจริงๆ

ผมเห็นข่าวว่า ทางเรามีส่งทูตไปคุยกับเขาแล้ว แต่ก็อยากให้รัฐบาลรีบคุยให้รู้เรื่องเร็ว ๆ และขอให้กำลังใจชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างแข็งขันและยากลำบากตลอดช่วงนี้ด้วย”


ส่วน “รัชต์พงศ์” เอง ซึ่งลงพบปะประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน รายงานว่าท่ามกลางสถานการณ์สงครามชายแดนฝั่งเมียวดีที่ร้อนระอุ ชาวบ้านที่นี่ต่างได้รับผลกระทบไม่น้อย และมีแนวโน้มที่จะขยายวงออกไปมากกว่าที่ ต.แม่ดาว ต.แม่กุ และ ต.ท่าสายลวด ด้วย

“อย่างตอนนี้ ที่ผมมาลงพื้นที่ ที่บ้านแม่กุใหม่ ที่เดียวมีมาลงตั้ง 3-4 ลูก จนถึงตอนนี้สะเก็ดระเบิดบางส่วนทำบ้านเรือนใกล้เคียงเสียหายเล็กน้อย แต่ยังไม่มีประชาชนคนไทยได้รับบาดเจ็บ

ส่วนล่าสุดเมื่อเช้าที่ อ.พบพระ ก็เริ่มมีระเบิดตกลงมาทางฝั่งไทยบ้างแล้วเหมือนกัน เป็นชิ้นส่วนอาร์พีจี ตกทะลุหลังคาบ้านเลย

ไม่มีใครรู้เลยว่าตอนไหนที่ระเบิดที่หนักกว่านี้จะตกลงมาโดนพวกเขา ชาวบ้านพื้นที่ชายแดนทุกหมู่บ้านเลย ตอนนี้อยู่ด้วยความขวัญผวาทุกคืน สภาพที่เราเห็นและได้ยิน คือเสียงระเบิด-เสียงปืน ดังตลอดเวลา”


ทั้งหมดนี้ คือผลกระทบที่ประชาชนชาวไทยในพื้นที่ชายแดนติดกับเขตสู้รบในอีกฝั่งของแม่น้ำสาละวิน กำลังต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส

ซึ่งสำหรับผู้สมัครพรรคก้าวไกลทั้งสองคน มองเห็นเรื่องราวนี้ เป็นมากกว่าผลกระทบจากสงคราม เพราะนี่ไม่ใช่แค่สงครามที่สู้รบกันตามวิถีปกติ

สาเหตุทั้งหมดของสงครามครั้งนี้ คือการรัฐประหารในเมียนมา การขึ้นสู่อำนาจของเผด็จการทหาร และความพยายามปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และขบวนการทวงคืนประชาธิปไตยในเมียนมา โดยทุกชนชาติที่ถูกกดขี่

ในมุมหนึ่ง นี่คือความพยายามในการยื้ออำนาจของเผด็จการทหาร “มินอ่องหล่ายน์” ให้คงอยู่เอาไว้ เพราะฐาน “เลกิกอ” คือฐานที่มั่นใหญ่แห่งหนึ่งของ KNU ที่ประชาชนชาวเมียนมาทุกหมู่เหล่าจากในเมืองจำนวนมาก หันไปเข้าร่วมเพื่อการต่อสู้ชิงบ้านชิงเมืองคืนจากเผด็จการทหาร

ในอีกมุมหนึ่ง ความพยายามเปิดยุทธการปราบปรามครั้งใหญ่เช่นนี้ โดยใช้อาวุธหนักยิงหวังผลระยะไกลเช่นนี้ ดาหน้าถล่มทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ กองทัพเมียนมา และรัฐบาลเผด็จการทหารเมียนมา ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าต้องมี “ลูกหลง” เกิดขึ้น

แต่พวกเขาก็หาได้นำพาไม่ เพราะเป้าหมายใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องของการคำนึงถึงมนุษยธรรม หลักกติกาสากลที่เกี่ยวกับการทำสงครามโดยคำนึงถึงชีวิตพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่คือการรักษาอำนาจเผด็จการให้คงอยู่เอาไว้เท่านั้น

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่การสู้รบครั้งนี้จะมีลูกหลงตกมาฝั่งไทยจำนวนมาก จนชาวบ้านฝั่งไทยริมชายแดนเมียวดี จะได้รับผลกระทบหนักหน่วงอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

แต่ที่น่าแปลกใจ (หรืออาจจะไม่น่าแปลกใจ) ยิ่งกว่า ก็คือการที่รัฐบาลไทย ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนต่อเรื่องนี้ออกมา ทั้งที่ถ้าเป็นสากลโลก ระเบิดตกข้ามฟากมาถึงประเทศตัวเองขนาดนี้ เราจะต้องเห็นผู้นำรัฐบาลออกมามีท่าทีขึงขังต่อว่าต่อขานกันบ้างแล้ว

หรือว่าเป็นเพราะเผด็จการทหารเมียนมา กับเผด็จการสืบทอดอำนาจของไทย ล้วนแต่สืบสันดานเดียวกัน รู้เห็นเป็นใจ เอาใจช่วยแต่ละฝ่ายอยู่ โดยไม่คำนึงว่าประชาชนในทั้งสองฟากฝั่ง จะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

และสงวนท่าทีก้าวร้าว เพื่อเอาไว้ใช้กับประชาชนในประเทศของตัวเองเท่านั้นเอง

Login

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า