รับมือโอมิครอน: อย่าให้ผู้ป่วยสีเขียวครองเตียงจนเต็ม

รับมือโอมิครอน: อย่าให้ผู้ป่วยสีเขียวครองเตียงจนเต็ม


รับมือโอมิครอน: ประชาชนต้องเข้าถึงยา  อย่าปล่อยเขียวครองเตียงจนไม่มีให้เหลือง-แดง

จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการติดตามข้อมูลของ ศบค. แม้จำนวนผู้เสียชีวิต จะต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีจำนวนที่มากกว่าการคาดการณ์สถานการณ์เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) เสียอีก และสายพันธุ์โอมิครอนระบาดคู่กับสายพันธุ์เดลต้า โดยมีสัดส่วนของการระบาดของโอมิครอนอยู่ที่ 44.3%

ที่น่ากังวลก็คือ ปัจจุบัน การฉีดวัคซีนเสริมภูมิ (เข็มที่ 3) ของทั้งประเทศ ยังครอบคลุมอยู่เพียง 11.3% โดยที่กทม. และปริมณฑล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ก็ยังมีอัตราแค่ 19.63% เท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จึงมีความเป็นไปได้ที่จำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้น มากกว่า 10,000 รายต่อวัน ในสัปดาห์หน้า

สิ่งสำคัญที่รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข ต้องเร่งเตรียมพร้อม เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมและความสูญเสียเกิดขึ้นซ้ำอีก ก็คือ การบริหารจัดการเตียงในโรงพยาบาลและแนวเวชปฏิบัติ ไม่ให้จำนวนผู้ป่วยมีเกินกำลังของระบบสาธารณสุข สามารถดูแลรักษาผู้ติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 2 ด้านที่รัฐบาลจะต้องเตรียมพร้อม ได้แก่


📌 กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการแยกแยะผู้ป่วย

ต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการแยกแยะผู้ป่วยสีเขียว สีเหลือง และสีแดง และกำชับให้กลุ่มผู้ป่วยสีเขียวใช้มาตรการกักตัวอยู่บ้าน (Home Isolation) หรือแยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation) ตามแนวเวชปฏิบัติของกรมการแพทย์อย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่า โรงพยาบาล จะมีเตียงพอที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยในกลุ่มสีเหลืองและสีแดง

ปัจจุบัน พบปัญหาว่า ผู้ป่วยสีเขียวครองเตียงในโรงพยาบาลจำนวนมาก ผู้ป่วยสีเขียวหลายคนถูกประเมินเกินจริง ให้เป็นผู้ป่วยสีเหลือง เพื่อให้ได้นอนโรงพยาบาล ซึ่งหากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นทวีคูณ ในท้ายที่สุด โรงพยาบาลจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยสีเขียว และจะไม่มีเตียงไว้รองรับผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง ส่งผลให้การรักษาด้อยคุณภาพลง และอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น


📌 ประชาชนต้องเข้าถึงยารักษาได้อย่างเสมอภาค

รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรัดการส่งมอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงทบทวนพิจารณาสั่งซื้อยารักษาเพิ่ม ทั้งจะเป็น Paxlovid, Molnupiravir, Sotrovimab, และ Remdesivir พร้อมกับกำหนดข้อบ่งชี้ในการใช้ยาอย่างชัดเจนในแนวเวชปฏิบัติของกรมการแพทย์ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนที่ติดเชื้อโควิดทุกคน หากเข้าข้อบ่งชี้ในการใช้ยา จะสามารถได้รับการรักษา และเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง ได้อย่างเท่าเทียม เสมอภาคกัน โดยไม่มีระบบเส้นสาย หรือระบบ VIP

การให้ประชาชนมีสิทธิในการเข้ายาอย่างเสมอภาค เป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับโควิด-19 โดยถือว่าเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนเกมเลยทีเดียว เพราะถ้าสามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาที่มีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว อัตราการเสียชีวิตก็จะถูกจำกัดลง ความเป็นอันตรายของโรคก็จะลดลงตามลำดับ และจะสามารถควบคุมให้โควิด-19 มีความใกล้เคียงกับการเจ็บป่วยในภาวะปกติวิสัย ที่ระบบสาธารณสุขปกติ สามารถจัดการดูแลได้ ในที่สุด

นอกจากนี้ การควบคุมการระบาด และระบบสาธารณสุข สามารถดำเนินควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของประชาชน กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

ในสหรัฐอเมริกา มีระบบที่เปิดเผยโปร่งใสอย่างมาก ประชาชนสามารถรู้ได้ทันทีว่า ตัวเองอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับยาได้หรือไม่ และสามารถติดต่อเพื่อขอให้มีการส่งยา หรือนัดรับยาได้อย่างทันท่วงที โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าจุดรับยาที่ใกล้ที่สุด นั้นอยู่ที่ไหน



⚠️ ขอย้ำอีกครั้งว่า อย่าให้เขียวเต็มโรงพยาบาล จนเหลืองแดงไม่มีเตียง และรัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาโควิด-19 ที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม เสมอภาคกัน อย่าอ้างว่ายาแพง เพราะไม่มีอะไรที่จะแพงไปกว่าชีวิตประชาชน และเศรษฐกิจปากท้องที่พังพินาศอีกแล้ว อย่าให้โศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นมาไม่นานนี้ ถูกฉายซ้ำอีกเลย

Login