วิกฤตยูเครนทำราคาน้ำมันพุ่ง รัฐบาลเอาไม่อยู่

วิกฤตยูเครนทำราคาน้ำมันพุ่ง รัฐบาลเอาไม่อยู่


วิกฤต รัสเซีย-ยูเครน ทำราคาน้ำมันพุ่ง ย้ำ รบ.ตรึงราคาไม่อยู่ เพราะเมินแก้ ก.ม. บริหารหนี้สาธารณะ

วิกฤตระหว่างยูเครนและรัสเซีย ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย เนื่องจากวิกฤตนี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง เมื่อวานนี้ (3 มีนาคม 2565) น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้นมาปิดที่ 114.59 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่ เดือน พฤษภาคม 2554 ขณะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) พุ่งขึ้นมาปิดที่ 119.02 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

นอกจากราคาน้ำมันแล้ว ราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาอาหารสัตว์ และปุ๋ย ก็ปรับราคาขึ้นพร้อมๆ กันด้วย จนกระทบกับเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลใช้อยู่นี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพพอ

แม้ว่าสงครามอาจไม่ยืดเยื้อยาวนาน แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าจะจบลงในรูปแบบใด และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจะจบลงพร้อมกับสงครามหรือไม่ ราคาพลังงานและสินค้าต่างๆ จะกลับมาเป็นปกติเมื่อใด และแม้รัฐบาลยังคงมีเป้าหมายที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตร และกำลังพิจารณาว่าจะอุดหนุนราคาน้ำมันเบนซินด้วย แต่ก็ยังมีคำถามคาใจที่ยังไม่มีคำตอบคือจะเอาเงินมาจากไหน?

ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล อธิบายว่า มาตรการที่รัฐบาลใช้อยู่ตอนนี้มี 2 ส่วน ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ก็ยังไม่สามารถครึ่งราคาน้ำมันได้ดีนัก


1) ใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบอยู่ 20,000 ล้านบาทแล้ว ข่าวแว่วมาว่าจะใช้เงินอุดหนุนจากกองทุนเพิ่มอีกเป็น 4 บาท/ลิตร ในสถานการณ์ที่กองทุนยังกู้เงินจากสถาบันการเงินไม่ได้ เนื่องจากติดปัญหาการเปลี่ยนสถานะจากนิติบุคคลเป็นองค์การมหาชน จึงยังไม่ได้รับรองบัญชี ทำให้วงเงินที่ ครม. เคยอนุมัติไว้ 30,000 ล้าน ยังไม่มีเม็ดเงินจริงๆ เข้ากองทุนเลยแม้แต่บาทเดียว ยังคงต้องลุ้นกันต่อว่าจะกู้ได้เมื่อไหร่ เพราะถึงแม้จะเปลี่ยนสถานะได้ กว่าจะกู้ผ่านก็ยังต้องใช้เวลาอีก 2-3 สัปดาห์สำหรับธนาคารในการดำเนินการ

ข้อจำกัดคือเงินที่ใช้อุดหนุนอยู่จะตกราว 8,000 ล้านบาทต่อเดือน หากกู้เพิ่มได้จริง 30,000 ล้าน ก็ไม่เพียงพอ ส่วน ครม. ยังมีช่องให้อนุมัติเพิ่มได้อีกเพียง 10,000 ล้าน หลังจากนี้ หากจะกู้เพิ่มคงต้องแก้กฎหมายกองทุนน้ำมันที่กำหนดเพดานการกู้ไว้


2) การลดภาษีสรรพสามิต

ก่อนหน้านี้ได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 3 บาท แต่ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลงเพียง 2 บาท อีก 1 บาทนำไปโปะกองทุนน้ำมัน คาดว่าจะทำให้กรมสรรพสามิตสูญเสียรายได้รวม 17,100 ล้านบาทในช่วง 3 เดือน หรือเฉลี่ยประมาณเดือนละ 5,700 ล้านบาท ทั้งนี้ มาตรการจะจบลงใน เดือนพฤษภาคม 2565 แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจจะต้องยืดมาตรการนี้ออกไปอีก เท่ากับจะมีเลือดไหลออกจากคลังเพิ่มอีกโดยที่จะกระทบกับเป้าการจัดเก็บรายได้และงบประมาณในที่สุด

“สาเหตุมาจากงบปี 65 ถูกตั้งไว้แบบตึงมาก แบบกู้จนเต็มเพดานแล้ว กู้มากไปกว่านี้ไม่ได้ตามกฎหมาย จากนี้งบประมาณจะได้ใช้จริงมากน้อยแค่ไหนขึ้นกับว่าจะเก็บภาษีได้ตามเป้าหรือไม่ หากจัดเก็บภาษีพลาดเป้าแม้แต่ 1 บาท จะเท่ากับงบประมาณที่ใช้ได้ลดลง 1 บาททันที

“ถ้าจะต้องลดภาษีสรรพสามิต 3 บาท มากกว่า 3 เดือน หรือต้องลดภาษีสรรพสามิตไปมากกว่า 3 บาท เพื่ออุ้มน้ำมันดีเซล ก็ต้องรอเพียงปาฏิหาริย์ว่าเศรษฐกิจปี 65 จะกลับมาฟื้นตัวดีแล้วเก็บภาษีอื่นได้เพิ่ม จึงจะไม่มีปัญหาตอนปิดหีบงบประมาณ แต่ความหวังก็ดูยิ่งริบหรี่จากสถานการณ์ค่าครองชีพในปัจจุบัน ปัจจุบันเงินคงคลังที่เหลืออยู่ไม่มากแล้ว ณ ไตรมาส 1 ปี 65 ลดลงเหลือราว 300,000 ล้านบาท หากสุดท้ายปิดหีบไม่ลง ก็คงต้องลดงบประมาณรายจ่ายลง รัฐบาลต้องตอบคำถามกับประชาชนให้ได้ว่าจะไปตัดงบส่วนไหนก่อน โครงการไหนจะโดนตัด โดนเลื่อน หรือต้องให้ไปรอลุ้นกันหน้างาน”

ศิริกัญญา ย้ำว่า มาตรการทั้ง 2 ส่วนไม่น่าจะเป็นทางออกให้กับรัฐบาลที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 30 บาทได้ตลอดรอดฝั่ง นับว่าเป็นโจทย์ที่หิน ยิ่งแก้ยิ่งพันหลัก และสะดุดขาตัวเองในที่สุด เริ่มจากการเขียนกฎหมายเรื่องกองทุนน้ำมันใหม่โดย สนช. ที่กลัวผีประชานิยม เคร่งครัดเรื่องการกู้ แต่กลับหละหลวมเรื่องการเก็บเงินเข้ากองทุนในยามที่น้ำมันถูก รวมไปถึงกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะที่สร้างข้อจำกัดในการกู้เงินเพิ่มแม้ในยามที่ประเทศเกิดวิกฤต ก็ได้ถูกหยิบยกมาเสนอให้แก้ไขหลายครั้งแต่รัฐบาลกลับเมินเฉย ปิดประตูทางรอดทางการคลังของประเทศอย่างในวันนี้

Login