
กี่ครั้งแล้วที่ประเทศไทยเจอปัญหาเดิมๆ จากสารเคมีอันตราย ตั้งแต่โรงงานระเบิดที่กิ่งแก้ว มาจนถึงสารเคมีรั่วไหลที่จังหวัดนครปฐม มาจนถึงเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดที่สมุทรสาคร และกรณีล่าสุด สารกัมมันตรังสีหลุดเข้าโรงหลอมที่ปราจีนบุรี
การรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี “ซีเซียม 137” เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นว่าแผนรับมือฉุกเฉินของสารกัมมันตรังสีของประเทศไทยมีปัญหา ถึงแม้กรณีนี้จะมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้วคือ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ แต่ก็เป็นปัญหา Classic ของหน่วยงานรัฐไทยที่มีอำนาจล้นฟ้าแต่ไม่สามารถบังคับใช้อย่างทั่วถึง
ครั้งนี้ โชคดีที่ปริมาณความเข้มข้นของสารซีเซียม 137 ต่ำมาก ถ้ามีการหลอมซีเซียมไปแล้วจริง น่าจะกลายเป็นไอ อยู่ในระบบบำบัดอากาศ ส่งผลกระทบในวงจำกัดเฉพาะผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับโรงงานที่มีการหลอม ซึ่งผลกระทบเหล่านี้เราต้องติดตามร่วมกันต่อไป
แต่สิ่งที่เราเห็นจากกรณีนี้ ปัญหาที่สำคัญคือ “ข้อมูล” ที่ทำให้เราไม่ทราบว่าสารกัมมันตรังสีตั้งอยู่ที่ใด ถูกรับผิดชอบโดยใคร และสูญหาย/ถูกเคลื่อนย้ายไปเมื่อไหร่ ถ้าประเทศไทยจัดทำฐานข้อมูลสารพิษอันตรายและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรู้ บังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสารอันตราย รวมถึงมีการเฝ้าระวังจากประชาชนจะต้องดีกว่านี้อย่างแน่นอน
นี่คือเหตุผลที่พรรคก้าวไกลผลักดันกฎหมายรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม หรือเรียกสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ. PRTR” ถามว่าทำไมเราต้องมีกฎหมาย PRTR
📌 ถ้ามีกฎหมาย PRTR แหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ ทั้งโรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ ต้องรายงานต่อกรมควบคุมมลพิษว่ามีการครอบครองสารมลพิษใดบ้าง และมีการปล่อยมลพิษปริมาณเท่าใด ตามรายชื่อสารมลพิษที่กรมควบคุมมลพิษกำหนด
📌 ถ้ามีกฎหมาย PRTR กรมควบคุมมลพิษจะต้องเปิดเผยรายงานให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงและร่วมตรวจสอบได้
📌 ถ้ามีกฎหมาย PRTR ประชาชนก็จะตรวจสอบได้ว่า โรงงาน เหมืองแร่ หรือแม้แต่ชุมชนของตนเองมีสารมลพิษอยู่รอบๆ ตัวบ้าง มีการปล่อยมลพิษอะไรสู่สิ่งแวดล้อมบ้าง ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นควัน น้ำเสีย หรือขยะพิษ ขยะอุตสาหกรรม เมื่อตรวจสอบได้ชุมชนก็สบายใจ อุตสาหกรรมที่ทำถูกต้องในเรื่องของสิ่งแวดล้อมก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกลั่นแกล้ง หรือใส่ร้ายอีกต่อไป
📌 ถ้ามีกฎหมาย PRTR เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่นเหตุระเบิด ไฟไหม้ ฯลฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดการปัญหาได้อย่างตรงจุด อย่างกรณีที่เกิดเพลิงไหม้และระเบิดของโรงงานสารเคมีที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็จะทราบปริมาณสารมลพิษที่มีอยู่ทั้งหมดในโรงงานในทันที หน่วยงานที่จะต้องแก้ปัญหาสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา และเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพสารเคมี และยับยั้งเหตุ หรืออย่างน้อยก็ออกคำเตือนต่อประชาชนบริเวณโดยรอบได้ทันท่วงที
📌 ถ้ามีกฎหมาย PRTR ประชาชนก็จะเลือกที่อยู่อาศัยโดยรู้ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากสารมลพิษรอบตัว ระแวดระวังภัย และเกิดการซักซ้อมความรู้ความเข้าใจหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็มีความรู้และประสบการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความเสี่ยงแบบที่คนในชุมชนบริเวณกิ่งแก้วต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้
น่าเสียดาย ที่กฎหมายฉบับนี้ถูก พล.อ.ประยุทธ์ ในนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นปัดตก โดยวินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่แม้แต่ถูกบรรจุเข้าระเบียบวาระการพิจารณาของสภา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คิดไม่ได้ แต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจไม่กล้าทำ
วิธีการทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมสารพิษมาบังคับใช้ จึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากกาพรรคก้าวไกลทั้ง 2 ใบเท่านั้น เพื่อให้พรรคก้่าวไกลมีที่นั่ง ส.ส. มากพอเข้าไปเปลี่ยนประเทศ
อ่านเพิ่ม
- ร่างกฎหมายควบคุมและตรวจสอบสารเคมีของพรรคก้าวไกลที่ถูก พล.อ.ประยุทธ์ ดองเค็ม
- ร่างกฎหมายควบคุมและตรวจสอบสารเคมีของพรรคก้าวไกลที่ถูก พล.อ.ประยุทธ์ ปัดตกแล้วอย่างเป็นทางการ! (อีกแล้ว)
- ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายควบคุมและตรวจสอบสารเคมีอันตราย ☢️
- หยุด! อิทธิพลมืด เปลี่ยนภาคตะวันออกเป็นบ่อขยะพิษ