ถึงเวลาใช้เงินกองทุนน้ำมัน คุมราคาได้ทันที

ถึงเวลาใช้เงินกองทุนน้ำมัน คุมราคาได้ทันที


ถึงเวลาใช้เงินเข้ากองทุนน้ำมันมา ช่วยคุมราคาดีเซล

เงินกองทุนน้ำมันยังเหลือกว่า 30,000 ล้านบาท ต้องนำมาใช้ตรึงไม่ให้ราคาน้ำมันขึ้นเร็วเกินไป โดยเฉพาะดีเซล ช่วยลดลิตรละ 2 บาท 1 เดือน ใช้เงิน 2,000 ล้าน บรรเทาความเดือดร้อน และลดค่าครองชีพประชาชน

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันขายปลีกถูกปรับขึ้น 6 ครั้ง เดือน ทำให้ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนมามากมายทั้งในช่องทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการว่า ราคาน้ำมันกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาที่ประชาชนประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจมากที่สุดจากวิกฤติโควิด-19

สำหรับดิฉันเองเคยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไปตั้งแต่เดือนมีนาคมว่า รัฐบาลควรนำเงินจากกองทุนน้ำมันมารักษาเสถียรภาพของราคาตามวัตถุประสงค์ของการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ในเวลานั้นราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ 65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลใน กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ 26.83 บาทต่อลิตร และราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินใน กทม. และปริมณฑลอยู่ที่ 33.95 บาทต่อลิตร

มาจนถึงเดือนตุลาคม ราคาน้ำมันดิบ Brent ขึ้นมาถึง 79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล (บี7)ใน กทม. และปริมณฑลขึ้นมาถึง 31.29 บาทต่อลิตร ถึงเพิ่งมีข่าวจากรัฐบาลว่าจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร โดยเพียงแค่จะลดการเก็บเงินเข้ากองทุนลง 1 บาท และลดค่าการตลาดลง 40 สตางค์

จากการเดินทางลงพื้นที่ของดิฉันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวและมะม่วง อำเภอเนินมะปราง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และ อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ตลอดจนพบเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและพบตัวแทนจากสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยที่จังหวัดนครสวรรค์ ดิฉันสรุปได้ว่า การเพิ่งมาเข้ามาใช้เงินกองทุนน้ำมันพยุงเสถียรภาพราคาน้ำมันในเวลานี้ ถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ช้าเกินไปและน้อยเกินไป

เพราะในวันนี้ที่ราคาน้ำมันโลกขึ้นสูงก็มีสาเหตุมาจากการฟื้นฟูขึ้นของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤติโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นขึ้นมาประจวบเหมาะกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และความชะงักงันทางเศรษฐกิจในประเทศไทยช่วงที่ร้ายแรงที่สุดพอดี

ในขณะที่ราคาน้ำมันโลกขึ้น เกษตรกรต้องเจอกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น พร้อมกันนั้นพี่น้องเกษตรกร เนินมะปราง วังทอง และสากเหล็ก ต้องเผชิญกับราคาข้าวที่ตกต่ำลงมาเหลือ 5,400 – 6,000 บาทต่อตัน มะม่วงราคาตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 5 บาท อันเนื่องมาจากห่วงโซ่อุปทานในประเทศหยุดชะงัก เนื่องจากมาตรการล็อกดาวน์ร้านอาหารและตลาดทำให้ช่องทางขายข้าวและผลไม้ในประเทศลดลงไป ในระดับโลกนั้นห่วงโซ่อุปทานก็สะดุดลง เนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งหรือ Freight ที่พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์เพราะประสบปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์เพราะวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่ปีที่แล้ว

จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ราคาส่งออกข้าวสูงขึ้นจนขายไม่ได้ แต่ในประเทศก็ขายไม่ได้เพราะช่องทางการตลาดของข้าวและผลไม้ก็ตีบตันราคาจึงตกต่ำ ราคาที่ตกต่ำสวนทางกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันโลกที่ทะยานขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว

นอกจากนี้ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ดิฉันยังได้รับเรื่องร้องเรียนและแลกเปลี่ยนพูดคุยกับตัวแทนจากสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ปัญหาที่ธุรกิจภาคขนส่งประสบอยู่นั้นก็มาจากบริบทเดียวกันกับของพี่น้องเกษตรกร คือต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพราะโลกกำลังฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจไทยกลับมาฟุบจากโควิด-19 ตอนนี้ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ไม่มีรายได้ และไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้เอง การที่รัฐบาลเพิ่งมาประกาศว่าจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร จึงเป็นการช่วยเหลือที่ช้าเกินไปและน้อยเกินไป


นอกจากนี้ ดิฉันเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะมาถกเถียงกันอย่างจริงๆ จังๆ ถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน และบทบาทในการใช้เงินของกองทุนน้ำมัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศนั้นไม่ได้ปรับขึ้นลงตามการผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น จากราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซลในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลลิตรละ 31.29 บาท ณ วันที่ 1 ต.ค. 2564 เป็นราคาเนื้อน้ำมันจริงๆ ที่ผันผวนตามตลาดโลกเพียง 20 บาท เป็นภาษีสรรพสามิต 6 บาท ภาษีท้องถิ่น 0.60 บาท เป็นเงินเข้ากองทุนน้ำมัน 1 บาท เป็นเงินเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 0.1 บาท เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 บาท เป็นค่าการตลาด 1 บาท จะเห็นได้ว่าจากราคาน้ำมันดีเซล 31.29 บาทต่อลิตร มีเพียง 2 ใน 3 ของราคาเท่านั้นที่ผันผวนตามกลไกตลาดโลก อีกครึ่งหนึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล

เวลาที่รัฐบาลเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เช่น เก็บจากดีเซลลิตรละบาท เบนซินลิตรละ 6.5 บาท เจตนารมณ์จริงๆ ของการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันคือการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงาน นั่นก็คือทำยังไงก็ได้ให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนมากไป เวลาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นเร็ว เงินจากกองทุนนี้ต้องนำมาช่วยไม่ให้ราคาเพิ่มเร็วเกินไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากวิธีการใช้เงินของกองทุนน้ำมันที่ผ่านๆ มาจะเป็นไปอุดหนุนข้ามประเภทพลังงาน และอุ้มอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพเป็นหลัก โดยจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในวันที่ 1 ต.ค. 2564 จะเห็นได้ว่าใช้เงินจากกองทุนน้ำมันอุ้มราคา E20 อยู่ 2.28 บาทต่อลิตร อุ้ม E85 7.13 บาทต่อลิตร และอุ้มดีเซล B20 ทั้งสิ้น 4.16 บาทต่อลิตร

ถ้าเราจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันซึ่งตอนนี้มีเงินหลังจากหักหนี้สินเหลือสุทธิกว่า 30,000 ล้านบาท มากดราคาดีเซลลงจากที่เพิ่มขึ้น 2.50 บาทภายใน 1 เดือน ให้ค่อยทยอยขึ้นเดือนละ 0.50 บาท เพื่อช่วยค่าครองชีพให้ประชาชนได้บ้างก็น่าจะทำได้ทันทีโดยใช้เงินราว 2,000 ล้านบาท

ราคาอีกส่วนหนึ่งตามโครงสร้างที่สามารถปรับลดได้คือค่าการตลาดซึ่งเป็นกำไรของบริษัทพลังงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะโอนอ่อนให้กับนายทุนพลังงานมากน้อยแค่ไหน การต่อรองในเรื่องนี้จะทำให้กำไรของนายทุนพลังงานลดลง หากรัฐบาลยอมศิโรราบให้กับนายทุนพลังงาน เราก็คงคาดหวังว่าราคาในส่วนนี้จะลดลงมาไม่ได้



ติดตาม ศิริกัญญา ตันสกุล ได้ที่
เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/SirikanyaOfficial
ทวิตเตอร์ : @SirikanyaTansa1

Login