เราไม่สามารถเติบโต โดยหวังพึ่งลมหายใจของการลงทุนต่างประเทศแบบเดิมได้!

เราไม่สามารถเติบโต โดยหวังพึ่งลมหายใจของการลงทุนต่างประเทศแบบเดิมได้!


เราไม่สามารถเติบโต โดยหวังพึ่งลมหายใจของการลงทุนต่างประเทศแบบเดิมได้!

ในวันที่ 11 พ.ย. 2564 ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ร่วมเวทีแสดงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศไทย ในงานเสวนา “ปรับยุทธศาสตร์เพิ่มพลังประเทศไทยในเวทีโลก” ในหัวข้อ “การทูตไทยและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ” จัดโดย มูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ, สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ThaiPBS และ Asia News Network



การดึงดูดเงินลงทุน ในอนาคตไม่ใช่ปริมาณ แต่คือเรื่องของคุณภาพ

การดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศจากปัจจุบันต่อเนื่องไปจนถึงอนาคตนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปริมาณเม็ดเงินลงทุนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของคุณภาพของเม็ดเงินลงทุนด้วย

“ประเทศไทยต้องการการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่สามารถยกระดับเทคโนโลยีของประเทศและยกระดับของประเทศในห่วงโซ่อุปทานของโลก”




โมเดลการดึงดูดการลงทุนแบบที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ในอนาคต

ในอดีตเราอาจจะเคยเชื่อกันว่าการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้นั้นประเทศไทยจะต้องมีเสถียรภาพทางการเมือง แต่ในปัจจุบันการมีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้วสำหรับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ

“ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงหรืออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หากเสถียรภาพทางการเมืองที่มีอยู่เกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือปราบปรามประชาชน”

“บรรดานักลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีต้นทุนทางสังคมในประเทศของตัวเองและบนเวทีโลกเช่นเดียวกันก็จะหลีกเลี่ยงที่จะมาลงทุนในประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

เสถียรภาพทางการเมืองที่จะดึงดูดนักลงทุนที่มีคุณภาพที่ประเทศไทยต้องการได้จะต้องเป็นเสถียรภาพที่เกิดจากความเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน ความเปิดกว้างต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง และความยืดหยุ่นของระบบการเมืองต่อข้อเรียกร้องที่หลากหลายของประชาชน



สิทธิมนุษยชน กับ เศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นเรื่องเดียวกัน

ประเทศไทยต้องมีเสถียรภาพจากการเคารพหลักการสากลเหล่านี้ก่อนจึงจะสามารถดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนที่มีคุณภาพที่จะยกระดับประเทศไทยได้

นอกจากนี้ หากประเทศไทยยังไม่เคารพในหลักสิทธิมนุษยชน การทูตของประเทศไทยกับนานาชาติก็จะไม่ได้ยกระดับไปถึงความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนเสียทีและจะวนเวียนอยู่กับการแก้ตัวกับนานาชาติในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

“ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ส่งรองประธานาธิบดีมาเยือน สิงคโปร์ และเวียดนาม และได้หารือกันถึงความร่วมมือด้าน ความมั่นคงไซเบอร์ เศรษฐกิจดิจิตอล และการค้าการลงทุนต่างๆ”

“แต่ในขณะเดียวกันเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติก็ได้มาเยือนไทยและพูดคุยกับตัวแทนของรัฐบาลไทยในเรื่องของความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวเมียนมาร์และ ร่าง พ.ร.บ. NGO ของไทยที่ละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก”

“และเมื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับเมียนมาร์ไม่คืบหน้า สหรัฐฯ ก็ส่งตัวแทนจากกระทรวงต่างประเทศมาอีกครั้งเพื่อกดดันไทยในเรื่องนี้”




สรุป

หากประเทศไทยคิดจะยังมีเสถียรภาพโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน

เราจะไม่สามารถดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพจากต่างประเทศเพื่อยกระดับ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และห่วงโซ่มูลค่าของประเทศได้

ตลอดจนเราจะไม่สามารถใช้การทูตเพื่อยกระดับการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศได้อย่างจริงจัง เพราะประเทศจะต้องวนเวียนกับการแก้ตัวในเรื่องการละเมิดหลักสากลอยู่เสมอ

Login