เนติบริกรอ้าง ยังไม่พบ ประยุทธ์-ประวิตร เอี่ยวล้มคดี ‘บอส กระทิงแดง’

เนติบริกรอ้าง ยังไม่พบ ประยุทธ์-ประวิตร เอี่ยวล้มคดี ‘บอส กระทิงแดง’


แล้วแต่ ป.ป.ช.! เนติบริกรอ้างยังไม่พบ ประยุทธ์ – ประวิตร มีเอี่ยวล้มคดี ‘บอส กระทิงแดง’

“มีความร่วมมืออย่างเป็นระบบของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความ พยานและบุคคลทั่วไป ในการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของคดีมาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องทางทางกฎหมาย ใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ ใช้อิทธิพลบังคับ และการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาให้รอดพ้นการดำเนินคดีตามกฎหมาย”

แม้ว่าบทสรุปจาก รายงานการศึกษาข้อเท็จจริงกรณีการช่วยเหลือ วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ ‘บอส กระทิงแดง’ ให้รอดพ้นจากการดำเนินคดีทางกฎหมาย ข้อหาขับรถชนตำรวจเสียชีวิต โดย คณะกรรมการชุด วิชา มหาคุณ จะมีความเห็นออกมาดังความข้างต้น แต่ในการดำเนินการขั้นต่อมา กลับพบว่า รัฐบาลยังไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ เช่นเดียวกับการเอาผิดกลุ่ม ‘ขบวนการล้มคดี’ ที่มีบุคคลและองค์กรของรัฐจำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยมุ่งหวังช่วยเหลือบุตรหลานของกลุ่มทุนตระกูลใหญ่ ราวกับว่า คณะกรรมการค้นหาความจริงที่ตั้งขึ้นมานี้ จะเป็นเพียงแค่ ‘พิธีกรรม’ เพื่อลดแรงเสียดทางในขณะนั้น แต่ไม่ใช่เจตนาที่จะคืนความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับเหยื่อและกู้ศรัทธาของกระบวนการยุติธรรม

คดี ‘บอส กระทิงแดง’ เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมไทย ที่ถูกตั้งคำถามจากคนในประเทศและต่างประเทศว่า จะสามารถเอาตัวผู้กระทำผิดซึ่งเป็นผู้มีสถานะทางสังคมสูงมาลงโทษตามกฎหมายและจะไปถึงตัวการใหญ่ที่บงการการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้หรือไม่

ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คือหนึ่งในบุคคลที่เกาะติดคดีนี้อย่างเหนียวแน่น และครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่เขาออกมาทวงถามความคืบหน้าของคดีผ่านการตั้งกระทู้ถามสดไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย มาเป็นผู้ตอบแทน ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ซักฟอก พล.อ.ประยุทธ์ มาแล้วครั้งหนึ่งผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งคำตอบที่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก


ย้อนชมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ : แฉ “พิรุธ” ขบวนการล้มคดีบอส อยู่วิทยา โดย 2 ป.


ต้องเรียกสอบ ประยุทธ์ – ประวิตร ด้วย

สิ่งที่ ธีรัจชัย ชี้ให้เห็นเป็นหลักใหญ่ใจความ คือ มีความพยายามเปลี่ยนแปลงรูปคดีนี้อย่างชัดเจนหลังการรัฐประหาร โดย คสช. และได้ไล่เรียงให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญที่เชื่อมร้อยกัน ดังนี้ 

1. มีความพยายามเปลี่ยนแปลงความเร็วรถของบอส ซึ่งกองพิสูจน์หลักฐานเคยคำนวณได้ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้เหลือ 79.23 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อพลิกคดี

2. ความพยายามนี้เกิดขึ้นโดยเฉพาะช่วงหลังรัฐประหาร สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้ง กมธ.กฎหมายและการยุติธรรมขึ้น และ กมธ. ชุดนี้ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อทำเรื่องการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถ และการหาพยานมากลับรูปคดีใหม่เป็นว่า ดาบวิเชียรประมาทและขับรถไปให้เฟอร์รารีชนเอง เพื่อชงเป็นหลักฐานใหม่ให้อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้อง

บุคคลที่นั่งอยู่ใน กมธ. นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น มีทั้ง น้องของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี 2 คน น้องเขยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และมีสนช. ในคณะกรรมาธิการอีก 2 คน เป็น อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดย คณะกรรมาธิการ

3. ในระหว่างติดตามตัวบอส ที่หนีไปต่างประเทศ คณะกรรมการที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน สั่งย้าย พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ออกหมายแดงแบบทั่วไปเพื่อให้องค์การตำรวจสากล หรือ Interpol แสดงข้อมูลให้คนทั่วโลกเข้าถึงเพื่อติดตามตัวหรือแจ้งเบาะแสได้ ต่อมา เมื่อย้าย พล.ต.ต.อภิชาติแล้ว จึงได้เปลี่ยนรูปแบบหมายแดงเป็นแบบบุคคล ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลไม่ได้ การติดตามตัวนายบอสที่หนีในต่างประเทศจึงกลายเป็นเรื่องยากขึ้น

4. ในยุค สนช. มีความพยายามชงเรื่องความเร็วรถให้อัยการเปลี่ยนแปลงคำฟ้องหลายครั้ง แต่อัยการชุดก่อนหน้าไม่เปลี่ยนคำฟ้อง กระทั่งมีอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุดชุดใหม่ พร้อมกันนั้น พล.อ.ประยุทธ์มีคำสั่งย้ายพล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ในฝั่งกองคดีสำนักงานตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ที่อำนาจในการทำความเห็นแย้งคำสั่งของอัยการได้ เมื่อกระบวนการทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นแล้ว กมธ. ได้ส่งหลักฐานใหม่ไปอีก อัยการชุดใหม่นี้จึงสั่งไม่ฟ้องคดีบอส ส่วน ฝั่งตำรวจก็ไม่ทำความเห็นแย้ง

“เมื่อมีข้อกังขาจากสังคม รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการศึกษาชุด วิชา มหาคุณ ขึ้น สุดท้ายมีข้อเสนอให้ลงโทษและดำเนินคดีอาญาคน 8 กลุ่ม ได้แก่ พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบสำนวน พนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้บังคับบัญชาที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ สนช. ที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ ทนายความซึ่งกระทำผิดกฎหมาย พยานซึ่งให้การเท็จ และตัวผู้ใช้และผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว

“ในส่วนพนักงานสอบสวนและอัยการ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ผลสอบออกมาตอนแรกส่อไปในทางว่าเป็นเรื่องผิดวินัยไม่ร้ายแรง จนคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎรบอกว่าจะติดตามเรื่องนี้ จึงค่อยมีการตั้งคณะกรรมการให้สอบสวนว่าผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ แต่สำหรับในส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ สนช. ที่เป็นน้องชาย พล.อ.ประวิตร และน้องเขย พล.อ. ประยุทธ์ สนช. ที่เป็นอดีต ผบ.ตร. ทำไมไม่มีการพูดถึง ไม่สอบสวนคนกลุ่มนี้

“ในส่วนผู้บังคับบัญชา พล.อ.ประวิตร ที่ย้ายนายตำรวจตงฉิน เพื่อเปลี่ยนหมายแดงอินเตอร์โพล ก็ไม่สอบสวน พล.อ.ประยุทธ์ ที่ย้ายนายตำรวจ เพื่อไม่ให้ทำความเห็นแย้งอัยการได้ก็ไม่สอบสวน พยานเท็จ ที่ให้การกับ สนช. ว่า ดาบวิเชียร ขับไปชนรถนายบอสเอง ซึ่งเป็นระดับ พลอากาศเอกก็ไม่คิดจะเอาผิดใช่หรือไม่”

“ในกลุ่มของคณะกรรมาธิการ ของ สนช. ที่มีทั้งน้อง พล.อ.ประวิตร น้องเขย พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นจุดตั้งต้นในการเปลี่ยนความเร็วรถ ถ้าเปิดในชวเลขก็จะรู้ว่าใครพูดอย่างไร จึงอยากรู้ว่ามีหน่วยงานไหนดำเนินการอย่างไรต่อ ที่บอกว่าให้ทาง กระทรวงการต่างประเทศติดตามตัว วรยุทธ ด้วย สิ่งที่ทำคือเอาหนังสือเดินทางที่ถูกยกเลิกไปแล้วไปใส่ในข้อมูลตำรวจสากล แบบนี้ไม่มีทางหาเจอ ทำไมจึงไม่เอาข้อมูลลักษณะเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล เช่น ใบหน้า ม่านตา ไปใส่ระบบตำรวจสากลให้ตามหาได้ และจะมีประโยชน์มากกว่าแค่มีหนังสือไปถามประเทศต่างๆ พอเป็นพิธีกรรมเพื่อให้เขาตอบว่าไม่เจอ และเพื่อให้หนีต่อไปได้จนอายุความใช่หรือไม่ ในการใส่ข้อมูลเหล่านี้งบประมาณไม่เท่าไหร่ สามารถทำได้ แต่ทำเต็มที่แล้วหรือยัง จริงใจที่จะทำหรือยัง”


ไม่สอบ ‘ประยุทธ์ – ประวิตร’ เพราะไม่มีชื่อระบุในรายงาน

วิษณุ เครืองาม ได้ตอบกระทู้ว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นศูนย์กลางในการประสานหน่วยต่างๆ ป.ป.ท. เห็นว่า รายงานที่แบ่งเป็น 8 กลุ่ม มีความหลากหลายซ้ำซ้อน จึงได้จำแนกใหม่ เป็น 5 ประเภท รับผิดชอบตามหน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และองค์การทนายความ

“ในรายงานชุดของ วิชา แบ่งเป็น 8 ประเภท ระบุชื่อบุคคลไว้ 19 คน ป.ป.ช. รับไปตรวจสอบรวม 15 คน แต่ไม่เปิดเผยชื่อ ยังมีการตรวจสอบดำเนินการอยู่ โดยมีการเรียกบุคคลหลายคนมาสอบถาม พลอากาศเอกที่กล่าวถึงว่าเป็นพยานเท็จก็อยู่ในตรงนี้ หากมีการพาดพิงบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องก็ขยายไปมากกว่า 15 คนนี้ได้ แต่ถามว่าทำไมเหลือแค่นี้ ก็อยู่ที่ ป.ป.ช. พิจารณา ส่วนที่ถามว่าทำไมไม่ไปตรวจสอบฝ่ายการเมือง เรื่องนี้แม้แต่ชุดของ วิชาก็บอกว่า ไม่พบพฤติกรรมใดผิด ไม่กล่าวถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ทำผิดใดๆ เพียงแต่กล่าวพาดพิงถึงเหตุกาณ์แต่งตั้งโยกย้าย แล้วไปปะติดปะต่อว่าวันนั้นเป็นประธานเท่านั้น หลายคนที่มีชื่อเวลานี้ก็แค่พูดถึงพาดพิงเท่านั้น เป็นไปได้ที่อาจต้องตรวจสอบ แต่ขึ้นกับ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ว่าจะสอบหรือไม่ เชื่อว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการจริงจัง แต่ ป.ป.ช. ไม่มีหน้าที่รายงานรัฐบาลจึงไม่รู้ความคืบหน้าในส่วน ป.ป.ช.”

Login