ประยุทธ์ ตระบัดสัตย์ นิคมฯ ‘จะนะ’ ไร้ความจำเป็น ซ้ำเติมปัญหาชายแดนใต้

ประยุทธ์ ตระบัดสัตย์ นิคมฯ ‘จะนะ’ ไร้ความจำเป็น ซ้ำเติมปัญหาชายแดนใต้


‘ประยุทธ์’ ตระบัดสัตย์ ‘นิคมฯ จะนะ’ เอื้อนายทุน ซ้ำเติมปัญหาชายแดนใต้

ชาวบ้านจะนะกว่า 50 ชีวิตเดินทางมาจากจังหวัดสงขลา กว่า 1,000 กิโลเมตร เพื่อเข้ามาชุมนุมอย่างสันติ เรียกร้องให้รัฐบาลทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อ 1 ปีก่อนว่าจะหยุดโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะไว้ชั่วคราว แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับคือ เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม ถูกรถน้ำฉีดใส่จุดที่พวกเขาปักหลัก และมีถึง 37 คนถูกจับกุมตัว ยิ่งไปกว่านั้น ครม. ยังมีมติให้เดินหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะนะต่อไป


ตระบัดสัตย์ ออกมติ ครม. ขัดกันเอง


มติ ครม. เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ใส่เกียร์เดินหน้าโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะนะ ขัดกับ มติ ครม. เองที่ออกมาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ที่ได้รับทราบ MOU ที่สัญญากับชาวบ้านจะนะว่าจะยุติโครงการนี้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน

นี่เป็นหลักฐานชี้ชัดว่า รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตระบัดสัตย์ที่เคยให้ไว้กับชาวบ้านจะนะ กลับกลอกไปมาราวกับมองเห็นชีวิตประชาชนเป็นของเล่น แล้วยังโบ้ยไปว่า ข้อตกลงว่าจะหยุดโครงการนี้ชั่วคราวเป็นเพียงการตกลงกันส่วนตัวระหว่างชาวบ้านจะนะกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ระหว่างการประชุมกรรมาธิการการกระจายอำนาจ ปลัดสำนักนายกฯ ได้ชี้แจงว่า ข้อตกลง MOU ได้นำเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ด้วย และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบและเห็นชอบให้ระงับโครงการ โดยที่ลายเซ็นกำกับก็เป็นชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง

เบญจา แสงจันทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. อีกครั้ง อย่าตระบัดสัตย์กับประชาชน เพราะการการลงชื่อรับทราบและเห็นชอบใน MOU นั้นมีผลผูกพันกับรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“พรรคก้าวไกลไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาและไม่เคยต่อต้านความเจริญ แต่คนอยากเห็นการพัฒนาที่เห็นหัวประชาชน มีการจัดสรร แบ่งปันให้กับประชาชนในพื้นที่ ไม่ใช่แบ่งปันให้กับกลุ่มทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น และขอให้รัฐบาลอย่าฟังเสียงกระซิบของนายทุน แต่ต้องฟังและสนใจเสียงของพี่น้องประชาชน”

เบญจา กล่าว




โครงการจะนะ ไม่มีความจำเป็นเลย

การพัฒนาไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการประเมินความคุ้มค่าของการพัฒนาว่า โครงการนั้นๆ จะสามารถสร้างรายได้ได้เท่าไหร่ คุ้มค่ากับทรัพยากรมหาศาลที่ต้องเสียไปไหม และที่สำคัญคือ รายได้เหล่านั้นจะตกไปอยู่กับใครบ้าง กับประชาชนในพื้นที่หรือกับนายทุนใหญ่ทั้งหลาย

เมื่อหันกลับมาดูโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะนะ เราจะเห็นเลยว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องทำนิคมฯ จะนะ ขึ้นมา เพราะก็มีนิคมอุตสาหกรรมใกล้ๆ อยู่แล้วถึง 2 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมสงขลา ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และนิคมอุตสาหกรรมยางพารา ในเทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งยังมีการลงทุนไม่เต็มพื้นที่เลย หากเปิดนิคมฯ จะนะขึ้นมาอีก ก็จะกลายเป็นพื้นที่รกร้างไร้การลงทุน ส่วนข้ออ้างเรื่องการสร้างอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้ายิ่งฟังไม่ขึ้นเลย เพราะทุกวันนี้ไทยมีโรงไฟฟ้ามากเกินความต้องการในประเทศเกือบ 60% แล้ว มีพลังงานสำรองมากจนประชาชนต้องแบกรับค่าไฟแพงกว่ามาเลเซียด้วยซ้ำ จึงไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มอีก

จะเห็นได้ว่า นิคมฯ จะนะ นั้น จะไม่ก่อให้เกิดการลงทุนใดๆ อย่างมีนัยสำคัญ แต่จะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างรุนแรง จึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่า แล้วรัฐบาลผลักดันโครงการนี้ไปเพื่อใคร? แน่นอนว่าไม่ใช่ชาวบ้านจะนะ เพราะโครงการนี้ไม่มีการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนานี้เลย

จะมีก็แต่เพียงกลุ่มนายหน้ากว้านซื้อที่ดินที่เป็น ‘วงใน’ ของ นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายทุนใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากโครงการที่รัฐทุ่มเทงบประมาณผลักดันอย่างไม่ลืมหูลืมตา แล้วใช้ ศอ.บต. เข้ามาเคลียร์ทางให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น



ศอ.บต. ไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับโครงการ ยิ่งซ้ำเติมปัญหาชายแดนใต้

“ศอ.บต.ทำหน้าที่อะไร ที่จะไปออกหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะนะ แล้วก็ไปแอบอ้างว่ามีการแก้ไขปัญหาความไม่สงบได้ มีการจ้างแรงงาน แต่ข้อเท็จจริงคือ ท่านเอาทหารตำรวจไปสลายการชุมนุมในพื้นที่ ท่านไปข่มขู่พี่น้องผู้นำมุสลิม ท่านตามไปรังแกรังควานผู้นำศาสนา ถามว่า แล้วสถานการณ์มันจะดีขึ้นได้อย่างไรครับ?”

ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตั้งคำถาม

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ควบคุมพื้นที่ชายแดนใต้ ไม่ควรมีหน้าที่เกี่ยวข้องอะไรกับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเลยแม้แต่น้อย แต่กลับกลายเป็นหน่วยงานที่โผล่ขึ้นมาโฆษณาว่านิคมฯ จะนะจะช่วยให้มีการจ้างงานมากขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ แล้วจะแก้ปัญหาชายแดนใต้ได้

แต่ในความเป็นจริง นอกจากนิคมฯ นี้จะไม่สามารถสร้างงานให้คนในพื้นที่ ไร้คนมาลงทุนแล้ว ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาชายแดนใต้ให้ร้าวลึกขึ้นไปอีก เพราะการดันโครงการแบบสุดลิ่มทิ่มประตูนี้ ไม่สนใจเสียงคัดค้านของประชาชน ซ้ำร้ายยังเอาเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจไปสลายการชุมนุมในพื้นที่ ไปข่มขู่พี่น้องประชาชน รังควานผู้นำศาสนา ทำร้ายจิตใจคนในพื้นที่ ซ้ำเติมปัญหาชายแดนใต้เข้าไปอีก

Login