กรณีประท้วงศูนย์อพยพแม่หละ: ทางสายกลางเพื่อออกจากปัญหา

กรณีประท้วงศูนย์อพยพแม่หละ: ทางสายกลางเพื่อออกจากปัญหา


กรณีประท้วงศูนย์อพยพแม่หละ: ทางสายกลางเพื่อออกจากปัญหา

จากกรณีการชุมนุมประท้วงของผู้อพยพจากประเทศเมียนมา ที่ศูนย์อพยพแม่หละ ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 ธันวาคม 2564) จนลุกลามถึงขั้นก่อจลาจลนั้น คนบางกลุ่มมองเห็นเรื่องนี้ เป็นเพียงเรื่องของคนที่มาขออาศัยประเทศไทยอยู่แล้วก่อความวุ่นวาย แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งจากที่เกิดเหตุ เป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลย

บางสายข่าวรายงานข้อเท็จจริงว่า เหตุเกิดจากผู้อพยพไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน “อส.” ในสังกัดฝ่ายปกครอง ผู้ดูแลค่าย ไปถีบมอเตอร์ไซค์ที่ผู้อพยพขี่ไปซื้อตู้เย็นกลับมา จนรถล้ม จากนั้นเข้าทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนตู้เย็นก็พัง เพียงเพราะผู้อพยพไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย

สำหรับ มานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ที่เป็นคนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเอง มองกรณีนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดตั้งแต่ต้น ขอเพียงรัฐมองเห็นคนเป็นคน

สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ หรือสัมผัสกับประเด็นผู้อพยพจากเมียนมา จะมากหรือน้อย มักจะได้ยินเสมอว่า ค่ายผู้อพยพอย่างที่บ้านแม่หละ เป็นแหล่งรายได้ชั้นดีสำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

ด้วยความที่ผู้อพยพไม่มีซึ่งสถานะใดๆ ตามเอกสาร และหน้าที่ในการดูแลจัดการอยู่ในมือของฝ่ายปกครอง ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยเด็ดขาด นั่นทำให้ค่ายผู้อพยพเป็นดั่งแดนสนธยา ที่ไม่สามารถมีใครเข้าไปตรวจสอบอะไรได้เลย

“ปัญหาผู้ลี้ภัยตรงนี้ ทางราชการใช้คำว่า “ที่พักพิงชั่วคราว” คือไม่ได้ประกาศว่าเป็นศูนย์อพยพอย่างเป็นทางการ ทั้ง 7 ศูนย์ในจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน ซึ่งศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือที่แม่หละที่เกิดเรื่องเมื่อวานนี้

ผู้อพยพกลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกๆ ที่อพยพเข้ามาหลังกการสู้รบเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว และยังคงต้องอยู่ต่อไปเพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศได้ และยังมีกลุ่มคนใหม่เข้ามาเกือบตลอด ไม่แน่ใจเลยว่า สถานะข้อมูลที่ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ทำ กับที่กรมการปกครองทำ ตรงกันหรือไม่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นเรื่องของความกดดันที่สั่งสมมาเป็นสิบๆ ปี ทั้งเรื่องการหาผลประโยชน์ในศูนย์อพยพ เช่น การค้าขาย การอนุมัติออกไปข้างนอก สินค้าที่จะเข้าไปขายในศูนย์ ล้วนต้องจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่ มาตรการโควิดที่เกิดขึ้นก็มีหลายมาตรฐาน เลยเกิดความกดดันที่จุดชนวนความไม่พอใจขึ้นมา”

สภาพสงครามที่เกิดขึ้นในอีกฟากของพรมแดนนั้นยังคงไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ค่ายผู้อพยพ ตลอดจนสถานะที่ไร้ตัวตนของผู้อพยพ (แต่สามารถเป็นแหล่งรายได้เสริมชั้นเยี่ยมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ) ก็ยังคงต้องคงอยู่เช่นนี้ต่อไป จนกว่าโชคชะตาอันใดจะบันดาลพรให้ผู้อพยพเหล่านี้ ปิดค่ายแยกย้ายกันไปตามทางของใครของมันได้

อย่างไรก็ดี มานพระบุว่า ความคาราคาซังของปัญหานี้ เคยมีการเสนอทางออกในหมู่ผู้อพยพมาระยะหนึ่งแล้ว ว่าอาจมีทางสายกลางที่พอจะทำให้ผู้อพยพยังพอสามารถไปต่อได้ ไม่ต้องหล่อเลี้ยงค่ายผู้อพยพไว้แบบนี้ และไม่ต้องทำอะไรที่ฝืนกับมนุษยธรรม อย่างการส่งตัวพวกเขากลับไปเสี่ยงภัยที่อีกฟากของพรมแดน และไม่ต้องไปถึงขึ้นการให้สัญชาติ

ทางสายกลางที่ว่านั้น คือ การประสานให้เมียนมารับรองสถานะของพวกเขา ออกพาสปอร์ตให้ ให้พวกเขาเป็นเหมือนแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาคนอื่นๆ ที่มาทำงานอยู่ในประเทศไทย หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของเรามาอย่างช้านานและขาดไปไม่ได้เสียแล้ว

“เมื่อประเทศไทยขาดแรงงานอยู่แล้ว คนเหล่านี้ไม่มีเอกสารราชการเมียนมาอยู่เลย รัฐบาลไทยกับเมียนมาก็รับรองสถานะบุคคลเหล่านี้เป็นพลเมืองเมียนมา แล้วค่อยออกพาสปอร์ตกับกรีนการ์ดให้ทำงานในประเทศไทย ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาในระดับหนึ่งได้”

ต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาระหว่างประเทศ คนเหล่านี้ไม่อยากมาอยู่ที่นี่ แต่เขาอยู่ที่ประเทศตัวเองไม่ได้ โดยหลักสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย อย่างไรประเทศเราต้องยอมรับ ที่ผ่านมา พวกเขาอยู่ในกรอบกติกามาตลอด แต่เมื่ออยู่มานานเกินไป โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ปัญหาจึงสะสมขึ้น

ก็ต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลตรงนี้หรือไม่ ที่เป็นเหตุให้ไม่มีความพยายามแก้ปัญหาให้สุดทางอย่างที่ควรจะเป็น”

นี่คือข้อเสนอที่ครั้งหนึ่งเคยถูกชงขึ้นมาจากฝั่งคนที่ทำงานด้านผู้อพยพ และดูจะเป็นทางที่ผู้อพยพหลาย ๆ คนยอมรับ แต่มันคงจะไม่เป็นปัญหาคาราคาซังแบบนี้ หากมีการดำเนินการตามข้อเสนอนี้อย่างจริงจัง

ปัญหาค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา เป็นปัญหาคาราคาซังข้ามทศวรรษ ที่หายไปจากความรับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่มาเป็นเวลานานแล้ว และคงจะเป็นเช่นนั้นต่อไป หากไม่ได้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา

ในวิกฤตินี้ ยังมีโอกาส ที่รัฐอาจจะลองทบทวนหนทางสายกลางนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจบปัญหาคาราคาซังนี้เสียที เพื่อให้ทุกคนได้ทางออกที่ดีที่สุด

“อยากให้มองถึงเรื่องรากเหง้าปัญหาจริงๆ คนที่มาอาศัยที่นี่ล้วนหนีร้อนมาพึ่งเย็น ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรง ถ้าไม่มีมูลเหตุเขาไม่ลุกขึ้นสู้หรอก มันมีมูลเหตุให้คนเหล่านี้ที่ถูกกดทับลุกขึ้นสู้

พวกเขาเองก็รู้ดีว่าการที่ตัวเองไม่มีอำนาจในมือ ไม่มีแม้แต่สถานะบุคคล มันเป็นเรื่องยากอยู่แล้วที่จะเรียกร้องอะไร การที่พวกเขาลุกขึ้นสู้แบบนี้มันย่อมเกิดจากการเหลืออดกับความอยุติธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐจริงๆ”

Login