เสาหลักนโยบายที่ 4 “ต้องก้าวไกล ราชการไทยก้าวหน้า”

เสาหลักนโยบายที่ 4 “ต้องก้าวไกล ราชการไทยก้าวหน้า”


พรรคก้าวไกลชวนอ่านเนื้อหาการเปิดนโยบาย “ราชการไทยก้าวหน้า” ที่จะปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงให้ระบบราชการเป็น “ราชการเพื่อราษฎร” ที่ทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ปกป้องชีวิตผู้คน (คลิกแต่ละหัวข้อเพื่อข้่ามไปอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย)


“รัฐโปร่งใส ไร้กลโกง”

  1. เปิดข้อมูลรัฐทันที ประชาชนเป็นเจ้าของ
  2. ระบบจับโกงอัจฉริยะ
  3. โครงการ “คนโกงวงแตก” จูงใจให้คนที่คิดจะโกง ระแวงกันเอง
  4. โครงการ “แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน”
  5. ตัวแทนจับโกงจากประชาชน ในโครงการมูลค่าสูง
  6. ห้ามใช้เงินหลวง โปรโมทตัวเอง
  7. ป.ป.ช. ยึดโยงประชาชน


“ราชการทำงานฉับไว คุ้มค่าภาษีประชาชน”

  1. ทุกบริการภาครัฐ ผ่านมือถือ
  2. กิโยตินกฎหมาย ยกเลิกใบอนุญาต 50%
  3. รู้ผลใบอนุญาต ภายใน 15 วัน


“ตำรวจของประชาชน พิทักษ์สันติราษฎร์”

  1. ผบ.ตร. ยึดโยงประชาชน
  2. จังหวัด-ตำรวจ ร่วมรับใช้ประชาชน
  3. คืนผมให้ตำรวจ ไม่บังคับเกรียน


และรายละเอียดอื่นๆ ที่จะแสดงให้เห็นว่าหากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เราจะเปลี่ยนระบบราชการอย่างไร ประเทศจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ประชาชนจะได้อะไร

ย้อนชม LIVE เปิดตัวนโยบายเต็มๆ:


ฟัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวเปิดงาน:



คลิกที่นี่เพื่อรับชม Playlist ราชการไทยก้าวหน้า



สถานะ Roadmap นโยบาย ต้องก้าวไกล ให้ไทยก้าวหน้า





เปิดตัวนโยบายเอาชนะการทุจริต “รัฐโปร่งใส ไร้กลโกง” ให้ #ราชการไทยก้าวหน้า


ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาที่ฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศไทย ทำให้ภาษีที่เราจ่าย ไม่ถูกใช้มาพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเรา

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลที่อ้างว่าให้ความสำคัญกับการต่อต้านการทุจริต สถานการณ์ความโปร่งใสของประเทศไทยตกลงอย่างต่อเนื่อง จาก 38 คะแนน มาเหลือ 35 คะแนน และจากอันดับ 85 ตกลงมาที่อันดับ 110 ของโลก

การทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาที่พรากโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนตั้งแต่เราเกิดจนแก่ – จะเข้าโรงเรียนดีๆ ก็ต้องจ่ายสินบน-เงินแป๊ะเจี๊ยะ จะขายของหาบเร่แผงลอยก็ต้องจ่ายส่วย จะเปิดร้านอาหารก็ต้องขอใบอนุญาตหลายสิบใบ มีค่าน้ำร้อนน้ำชาให้เจ้าหน้าที่ จะเปิดโรงงานต้องขอใบอนุญาตนับร้อยนับพันใบ จะสร้างหมู่บ้านสร้างคอนโดก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะให้กับค่ารังวัดที่ดิน ค่าเชื่อมท่อน้ำทิ้ง ค่าปักเสาไฟฟ้า จะได้รับการดูแลจากรัฐตอนสูงวัยก็ต้องถูกแย่งชิงงบที่รั่วไหลไปหาคนทุจริตในอำนาจ


พรรคก้าวไกลเราเชื่อว่า การแก้ไขปัญหาการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ ต้องไม่ใช่การหวังพึ่งแค่การปลูกฝังจิตสำนึก-จริยธรรมในการต่อต้านการโกง หรือ การมอบศรัทธาทั้งหมดไว้กับ “คนดี” มาปกครองบ้านเมือง เหมือนที่ผ่านมา แต่ต้องเป็นการทำให้รัฐโปร่งใสกว่าที่เคยเป็น ทุกคนตรวจสอบทุกคนได้ด้วยอาวุธใหม่ๆ ที่ประเทศไม่เคยมี เพื่อสร้าง “ระบบที่ดี” ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ประเทศไทยและระบบราชการภายใต้รัฐบาลก้าวไกล ต้องเป็น “ระบบ” ที่ใครที่คิดอยากจะโกง ก็โกงไม่ได้ เพราะข้อมูลของรัฐทั้งหมดถูกเปิดเผย (ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณทุกบาท หรือ ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการ) เสมือนเป็นกล่องใส ที่เปิดให้ประชาชนมาช่วยกันมุงดู ตรวจสอบ และเปิดให้เทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแจ้งเตือนหากมีโครงการที่ส่อทุจริต เพื่อให้ภาษีทุกบาทที่เราจ่ายเข้าไป ถูกนำไปใช้พัฒนาประเทศ ไม่ใช่ไปเพิ่มความร่ำรวยให้ผู้มีอำนาจ

ประเทศไทยและระบบราชการภายใต้รัฐบาลก้าวไกล ต้องเป็น “ระบบ” ที่ใครที่โกงแล้ว จะไม่มีทางรอด เพราะมีการวางกลไกที่จูงใจให้กลุ่มคนที่ร่วมกันโกง ฟ้องกันเอง จนเกิดความระแวงสำหรับใครที่คิดจะร่วมกันโกง มีกลไกที่รับประกันความปลอดภัยและความก้าวหน้าของผู้กล้าที่ออกมาแฉการทุจริต มีกลไกที่ลงทุนสร้างสังคมต้านโกงโดยมีเงินรางวัลให้ประชาชนที่แจ้งเบาะแส และ มีกลไกของ ป.ป.ช. ที่เป็นกลางและตรวจสอบทุกรัฐบาลและทุกหน่วยงานอย่างไร้ข้อยกเว้น

เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (9 ธันวาคมของทุกปี) พรรคก้าวไกลมีนโยบายเพื่อเอาชนะการทุจริต ด้วยการสร้าง “รัฐโปร่งใส ไร้กลโกง ทุกคนตรวจสอบได้” ดังต่อไปนี้

  1. เปิดข้อมูลรัฐทันที ประชาชนเป็นเจ้าของ
  2. ระบบจับโกงอัจฉริยะ
  3. โครงการ “คนโกงวงแตก” จูงใจให้คนที่คิดจะโกง ระแวงกันเอง
  4. โครงการ “แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน”
  5. ตัวแทนจับโกงจากประชาชน ในโครงการมูลค่าสูง
  6. ห้ามใช้เงินหลวง โปรโมทตัวเอง
  7. ป.ป.ช. ยึดโยงประชาชน


มาดูกันแบบละเอียดๆ ว่า นโยบายเอาชนะการทุจริต เพื่อสร้าง “ระบบราชการเพื่อราษฎร” มีอะไรบ้าง:


1. เปิดข้อมูลรัฐทันที ประชาชนเป็นเจ้าของ


รัฐบาลก้าวไกลจะเปิดเผยข้อมูลรัฐทั้งหมดทันที ไม่ว่าจะเป็นราคาอาวุธ สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า และข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั้งหมด โดยยึดหลักว่า:

  • (i) ข้อมูลของรัฐ คือข้อมูลที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ รัฐมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล
  • (ii) ข้อมูลของรัฐ ต้อง “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” (Open by Default) โดยหากจะปกปิด ต้องร้องขอด้วยเหตุผลที่สมควรเท่านั้น (เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลที่ต้องลับ)
  • (iii) ข้อมูลที่ถูกตีตราว่าเป็นข้อมูล “ความลับราชการ” จะต้องไม่ลับตลอดกาล โดยกำหนดระยะเวลาที่ข้อมูลจะต้องเป็นความลับ และถูกเปิดเผยทั้งหมดเมื่อระยะเวลาสิ้นสุดลง
  • (iv) ข้อมูลจะต้องถูกเปิดในรูปแบบที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ (machine readable) เพื่อความสะดวกของประชาชนในการตรวจสอบ (เช่น ถ้าเป็นข้อมูลตัวเลข ก็ควรเป็นรูปแบบ Excel)
  • (v) การประชุมกรรมาธิการทุกคณะของรัฐสภา ต้องมีการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปดูย้อนหลังได้ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าผู้แทนของพวกเขา เข้าไปพูดหรือทำอะไร




2. ระบบจับโกงอัจฉริยะ

รัฐบาลก้าวไกล จะนำระบบจับโกงอัจฉริยะมาใช้ในการแจ้งเตือนการทุจริตแบบอัตโนมัติ โดยจะเริ่มพัฒนาทันที เปิดใช้งานได้ภายใน 1 ปี และคาดว่าเสร็จสมบูรณ์ภายใน 2 ปี

ในเมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยต่อสาธารณะและข้อมูลทุกฐานถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดแบบทันทีหรือ real-time และแจ้งเตือนหรือ “ปักธงแดง” เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบต่อ เมื่อมีความเสี่ยงว่าอาจเกิดการทุจริต เช่น

  • โครงการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อทุจริต เช่น มีผู้เข้าประมูลรายเดียว ระยะการเปิดประมูลสั้นกว่าปกติ งานที่จัดซื้อในราคาที่ใกล้เคียงกับราคากลางผิดปกติ หรือสูงกว่าราคากลาง
  • นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่อาจหลบเลี่ยงภาษี เช่น ค้นพบข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กับข้อมูลภาษีที่ยื่นต่อสรรพากร




3. โครงการ “คนโกงวงแตก” จูงใจให้คนที่คิดจะโกง ระแวงกันเอง


โดยปกติ การทุจริตคอร์รัปชัน ไม่สามารถกระทำได้ด้วยคนคนเดียว จะต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดเสมอ

“คนโกงวงแตก” คือระบบที่ทำให้คนที่คิดจะร่วมกันโกง (เช่น คนจ่ายกับคนรับสินบน บริษัทที่จะฮั้วประมูลกัน) ระแวงกันจนไม่มีใครกล้าร่วมกันโกง

กลไกที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น คือการออกกฎคุ้มครองใครที่ออกมาแฉหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมรู้ร่วมคิดก่อน (leniency programme) ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกใช้ในหลายประเทศ เช่น เม็กซิโก บราซิล

เป้าหมายและความสำเร็จของกลไกนี้ ไม่ใช่การเห็นคนมามอบตัว แต่คือการทำให้การโกงไม่เกิดขึ้นเลยตั้งแต่ต้น เพราะคนที่คิดจะโกงก็ต้องหวาดระแวงกันตั้งแต่แรก ว่าถ้าโกงไปก็อาจถูกอีกฝ่ายเปิดโปงได้ ในเมื่อหากทั้งคู่ตัดสินใจร่วมกันโกงจริง ทั้งคู่จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผลประโยชน์สูงสุด จะเป็นของคนที่ออกมาสารภาพก่อนทันที



4. โครงการ “แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน”


ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนไม่น้อย รับรู้ถึงการทุจริตที่เกิดขึ้นในหน่วยงานตนเอง แต่ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมากที่จะออกมาเปิดโปงการทุจริต เพราะความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตนเอง หรือความก้าวหน้าทางอาชีพ เช่นเดียวกับประชาชนหลายคนที่เห็นการทุจริตแต่ไม่พร้อมจะเก็บหลักฐานมาเปิดโปง

โครงการ “แฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน” คือการลดต้นทุนของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในการเปิดโปงการทุจริต โดยการ

  • (i) ออกกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยและรับรองความก้าวหน้าในหน้าที่การงานให้กับเจ้าหน้าที่ ที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตในหน่วยงาน (whistleblower protection)
  • (ii) เพิ่มรางวัลให้กับประชาชนทั่วไป ที่ชี้เบาะแสการทุจริต




5. ตัวแทนจับโกงจากประชาชน


รัฐบาลก้าวไกล จะเพิ่มพื้นที่ในกระบวนการการจัดซื้อของภาครัฐที่มีมูลค่าสูง ให้แก่ผู้สังเกตการณ์อิสระที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชนในการซักถาม ขอข้อมูล และดักทางการทุจริต

รูปแบบการทำงานเช่นนี้ (หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ข้อตกลงคุณธรรม” หรือ integrity pact) เคยถูกนำมาใช้ในบางโครงการและช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณจากโครงการเหล่านั้นถึง 20-30% แต่รูปแบบเช่นนี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ต่อเมื่องบประมาณสำหรับการดำเนินการมีความชัดเจนเพื่อป้องกันการแทรกแซงโดยรัฐ และต่อเมื่อ “ตัวแทนจับโกง” สามารถสื่อสารกับสาธารณะได้ตลอดกระบวนการ



6. ห้ามใช้เงินหลวง โปรโมทตัวเอง


คำว่า “โกง” บางครั้ง ไม่ได้หมายถึงแค่การดึงเงินรัฐเข้ากระเป๋าตัวเองให้เกิดความร่ำรวย แต่ยังมีการโกงโดยใช้เงินรัฐเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง เช่น การใช้งบรัฐเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเอง

รัฐบาลก้าวไกล จะตรวจสอบการใช้งบประชาสัมพันธ์ภาครัฐอย่างเข้มข้น และกำหนดว่าการใช้งบจะต้องเป็นการโฆษณาโครงการหรือผลงานของหน่วยงานเท่านั้น โดยห้ามไม่ให้ใช้เพื่อโฆษณาตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี อธิบดี หรือหัวหน้าหน่วยงาน ที่ไม่ได้ควักเงินตัวเองมาทำโครงการ



7. ป.ป.ช. ยึดโยงประชาชน


ต่อให้คนที่โกงรอดพ้นจากทุกระบบมาได้ ที่พึ่งสุดท้ายก็คือองค์กรอิสระที่ควรทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตอย่างเข้มแข็ง อย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

แต่ ป.ป.ช. จะทำงานอย่างเข้มข้นได้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ทุกหน่วยงาน ทุกบุคคล อย่างไร้ข้อยกเว้น ต่อเมื่อมีกระบวนการคัดเลือกที่รับประกันและไม่บั่นทอนการทำหน้าที่อย่างเป็นกลางของผู้ดำรงตำแหน่งใน ป.ป.ช. ไม่ใช่ผูกขาดการแต่งตั้งไว้กับฝ่ายเดียวอย่างในปัจจุบัน (กรรมการ ป.ป.ช. ต้องถูกรับรองโดย ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.) ซึ่งทำให้ประชาชนเคลือบแคลงใจถึงความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

รัฐบาลก้าวไกล จะทำให้ ป.ป.ช. ทำงานเป็นกลาง และประชาชนตรวจสอบได้ โดย

  • (i) ปรับกระบวนการสรรหาให้ กรรมการ ป.ป.ช. 9 คน มีที่มาที่หลากหลาย ยึดโยงกับประชาชน และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยผ่านการเสนอชื่อจากทั้งผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน และจากที่ประชุมศาล โดยทุกคนที่จะรับตำแหน่ง ต้องผ่านการรับรองโดยเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เป็นคนที่ทุกฝ่ายยอมรับ
  • (ii) เพิ่มกลไกให้ประชาชนริเริ่มกระบวนการถอดถอน ป.ป.ช. ได้ ผ่านการเข้าชื่อ 20,000 รายชื่อ ซึ่งคล้ายกับกลไกที่เคยมีในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550

หากเราต้องการลดการทุจริต เราก็ต้องการองค์กรปราบปรามการทุจริตที่เข้มแข็ง และเป็นองค์กรที่มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะทำงานเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง




นโยบายปฏิรูประบบราชการ: ราชการทำงานฉับไว คุ้มค่าภาษีประชาชน


ข้อมูลของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่ภาครัฐมีขนาดใหญ่ขึ้น ประสิทธิภาพของภาครัฐกลับลดลง

แน่นอนว่าโจทย์เรื่อง “ขนาด” ของระบบราชการที่เหมาะสม เป็นคำถามที่ทุกฝ่ายต้องถกกันในอนาคต แต่คำถามที่เร่งด่วนเช่นกัน คือระบบราชการในปัจจุบันของเรา มี “ประสิทธิภาพ” ดีพอหรือยัง ในการแปรจำนวนเงินและจำนวนคนที่เราใส่เข้าไปมหาศาล เพื่อออกมาเป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชน

หรือหากเทียบระบบราชการเป็นเหมือนบริษัทขนาดใหญ่บริษัทหนึ่ง ที่มีพนักงาน 2 ล้านคน และคนไทยทั้งประเทศเป็นเจ้าของ เราคิดว่าบริษัทนี้ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับประชาชนทั่วประเทศแล้วหรือไม่?


พรรคก้าวไกลเห็นว่าประสิทธิภาพภาครัฐ เป็นหัวใจที่สำคัญมากในการทำให้ทุกนโยบายของพรรคก้าวไกลกลายเป็นจริง โดยประสิทธิภาพดังกล่าว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ข้าราชการ” คนใดเป็นรายบุคคล แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบ “ระบบราชการ” ที่ทำให้ข้าราชการทุกคนทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และ เป็นไปตามความต้องการของประชาชน ตามแนวคิด “ราชการเพื่อราษฎร”

พรรคก้าวไกลเราเชื่อ ว่าการปฏิรูประบบราชการให้ทำงานฉับไว คุ้มค่าภาษีประชาชน มี 4 องค์ประกอบหลัก เสมือนการผ่าตัด ‘หัวใจสี่ห้อง’ ที่ประกอบไปด้วยนโยบายดังต่อไปนี้

ห้องที่ 1 = ประชาชน เข้าถึงบริการภาครัฐอย่างสะดวกรวดเร็ว ผ่านรัฐบาลดิจิทัล

1. ทุกบริการภาครัฐ ผ่านมือถือ

2. ร้องเรียนไป ต้องไม่เงียบ อัปเดตทุกขั้นตอน

3. สวัสดิการโอนเข้าอัตโนมัติ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องลงทะเบียน


ห้องที่ 2 = ผู้ประกอบการ ไม่เจออุปสรรคเรื่องกฎระเบียบที่เทอะทะ-ล้าสมัย

4. ยกเลิกใบอนุญาต 50% ยกเลิกทุกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค

5. รู้ผลใบอนุญาตใน 15 วัน


ห้องที่ 3 = ข้าราชการ มีแรงจูงใจในการทำงาน ก้าวหน้าไปพร้อมกับประชาชน

6. ยกเครื่องประเมินข้าราชการ ทำงานดี ข้าราชการได้ดี ประชาชนได้ดี


ห้องที่ 4 = โครงสร้างรัฐมีความยืดหยุ่น เท่าทันโลก ขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางเดียวกัน

7. ปลดล็อกส่วนกลาง ข้าราชการทีมไทยแลนด์ ทลายกำแพงระหว่างกระทรวง-กรม

8. งบประมาณปรับทันใจ จัดทำใหม่จากศูนย์ในทุกๆปี (zero-based budgeting)


แต่ละนโยบาย จะทำให้ประสบการณ์การรับบริการจากภาครัฐของประชาชนเปลี่ยนไปแค่ไหน จะช่วยให้ข้าราชการมีขวัญกำลังใจที่ดีในการทำงานผ่านวิธีใด และจะช่วยส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยให้ก้าวหน้า-ก้าวไกลกว่าเดิมอย่างไร มาดูรายละเอียดกัน

1. ทุกบริการภาครัฐ ผ่านมือถือ


คนไทยทุกคน ต้องเสียเวลาในชีวิตไปเยอะมากกับการทำธุรกรรมภาครัฐ ทั้งเดินทางไปที่สำนักงาน กรอกฟอร์ม ถ่ายเอกสาร รอคิว ซึ่งหลายครั้งกินเวลาเกือบทั้งวัน และบางครั้งก็ต้องไปหลายรอบ ถึงจะสำเร็จ

หากทุกครั้งที่ไปรับบริการจากภาครัฐ คนไทยต้องเสียเวลากรอกแบบฟอร์มคนละ 30 นาที (เฉลี่ยจากการกรอก 3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที) เท่ากับในแต่ละปี คนไทย 70 ล้านคน จะเสียเวลากรอกแบบฟอร์มเป็นเวลารวมราว 4,000 ปีต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (หากคิดคำนวณด้วยค่าแรงขั้นต่ำ) ประมาณ 511 ล้านบาท

พรรคก้าวไกลต้องการคืนเวลาดังกล่าวทั้งหมดให้กับประชาชนทุกคน โดยการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐได้ผ่านมือถือ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลารอคิว

โดยเป้าหมายขั้นต่ำในอนาคตที่พรรคก้าวไกลตั้งไว้ คือ 99% ของธุรกรรมภาครัฐที่ให้บริการแก่ประชาชน ต้องทำได้ผ่านแอปในมือถือ ที่รวบรวมบริการภาครัฐของทุกหน่วยงานในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น

  • การแจ้งเกิด การย้ายทะเบียนบ้าน
  • การขอรับสวัสดิการต่าง ๆ
  • การประกอบธุรกิจ เช่น การจดแจ้ง หรือการขออนุญาตประกอบกิจการ
  • การเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล




2. ข้อร้องเรียนไม่เงียบหาย อัปเดตความคืบหน้าทุกขั้นตอน

เคยไหม? ถอดใจหรือล้มเลิกความตั้งใจที่จะร้องเรียน แจ้งปัญหา เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้ามาแก้ไข เพราะคิดว่าร้องไปก็เท่านั้น แจ้งไปเขาก็ไม่ทำ หรือร้องไปเรื่องก็เงียบ

แม้ในโลกความเป็นจริง ไม่ใช่ปัญหาทุกเรื่อง จะดำเนินการแก้ไขได้ในทันที แต่ระบบราชการที่ ‘เงียบหาย’ ทำให้ประชาชนอาจรู้สึกเหนื่อยที่จะส่งเสียง จนล้มเลิกความตั้งใจ และยอมละเลยปัญหาที่อยู่ตรงหน้าไปเสียเอง 

พรรคก้าวไกล ต้องการจะเปิดเผยทุกกระบวนงาน โดยมีช่องทาง ‘กลาง’ ที่ใช้ติดตามสถานะของทุกเรื่องร้องเรียน และทุกกระบวนงานของภาครัฐที่ให้บริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนทราบและเข้ามาเช็กได้ตลอดว่า:

  • เรื่องของพวกเขากำลังอยู่ในขั้นตอนใด
  • หากเกิดความล่าช้า เป็นความล่าช้าที่อยู่ในขั้นตอนใด
  • เรื่องตอนนี้อยู่ที่หน่วยงานใด
  • ผลการพิจารณาในแต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร
  • ปัญหาจะถูกแก้ไขเสร็จสิ้นเมื่อไร


เช่นเดียวกับแอปสั่งอาหารบนมือถือ ที่คอยบอกสถานะผู้ใช้งานอยู่ตลอด 

การอัปเดตสถานะ นอกจากจะทำให้เกิดความชัดเจนโปร่งใส ยังเป็นการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐในแต่ละหน่วยงาน ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด



3. สวัสดิการโอนเข้าอัตโนมัติ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องลงทะเบียน


ทุกวันนี้ ประชาชนจะรับสวัสดิการแต่ละอย่างจากรัฐ ยังต้องลงทะเบียน ลงทะเบียน แล้วก็ลงทะเบียน

ยกตัวอย่าง กระบวนการขอรับเบี้ยยังชีพผู้พิการ ที่ ‘งานทะเบียน’ ในระบบราชการ สร้างภาระแก่ประชาชน

  • ขั้นที่ 1: ซึ่งเป็นกระบวนการที่จำเป็น คือการตรวจร่างกาย ขอใบรับรองแพทย์ ยืนยันความพิการของร่างกายจากโรงพยาบาลของรัฐ
  • ขั้นที่ 2: ลำพังแค่มีใบรับรองแพทย์อย่างเดียวไม่พอ ต้องไป ‘จดทะเบียนความพิการ’ เพื่อขอรับบัตรคนพิการ ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประจำจังหวัด
  • ขั้นที่ 3: มีบัตรคนพิการแล้วไม่พอ ต้องไปบอกเทศบาลหรือบอกสำนักงานเขต ยืนยันว่าเราเป็นคนพิการ มีความต้องการ ‘ขอเงิน’ จากรัฐ ทั้ง ๆ ที่เบี้ยผู้พิการนี้ เป็นสวัสดิการที่รัฐต้องให้ประชาชน


พรรคก้าวไกลต้องการลดภาระการลงทะเบียนของประชาชนในการได้รับสวัสดิการ โดยการให้รัฐจ่ายสวัสดิการให้ประชาชนที่คุณสมบัติครบถ้วนทันทีแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องลงทะเบียน เช่น

  • เงินเด็กเล็ก: ที่ควรจ่ายให้พ่อ-แม่ทันที เมื่อแจ้งเกิด
  • เงินผู้สูงวัย: ที่ควรจ่ายให้ผู้สูงอายุทันที เมื่ออายุครบ 60 ปี
  • เงินคนพิการ: ที่ควรจ่ายให้คนพิการทันที เมื่อมีใบรับรองแพทย์
  • ค่าทำศพ: ที่ควรจ่ายให้ครอบครัวหรือญาติผู้เสียชีวิตทันที เมื่อแจ้งตาย
  • เงินประกันสังคม: ที่ควรจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประกันตนทันที เมื่อเข้าเงื่อนไข


ทั้งหมดนี้ ทำได้ผ่านการวางระบบให้ประชาชนทุกคนมีบัตรประชาชนดิจิทัล (Digital ID) และให้มีการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ในเมื่อรัฐมีข้อมูลอยู่ในมืออยู่แล้ว



4. ยกเลิกใบอนุญาต 50% ยกเลิกทุกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค


การศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เกี่ยวกับ 1,000 กระบวนงานที่ภาครัฐออกกฎระเบียบให้ประชาชนผู้ประกอบธุรกิจต้องมีการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ค้นพบว่าราว 85% ของกระบวนงานเหล่านั้น เป็นขั้นตอนที่ไม่จำเป็น หรือล้าสมัยไปแล้ว และผลกระทบที่เกิดขึ้น คือการเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ รวมกว่า 133,000 ล้านบาทต่อปี หรือมากกว่ากำไรสุทธิของทุกบริษัทในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่จดทะเบียนรวมกันถึง 2.5 เท่า

พรรคก้าวไกลต้องการลด ‘ต้นทุน’ ที่ไม่จำเป็นดังกล่าว ด้วยการทบทวนหรือ ‘กิโยติน’ กฎหมายและใบอนุญาตทั้งหมดที่เป็นอุปสรรค (เช่น ขนส่งไข่ต้องขออนุญาต, ส่งออกข้าวต้องเป็นนายทุนใหญ่, นำเข้าปุ๋ยต้องรอรัฐตรวจสอบนานเป็นเดือนๆ) ผ่านกระบวนการที่ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมและบทบาทนำ โดยตั้งเป้าหมายว่า

  1. ยกเลิกใบอนุญาต 50%
  2. ยกเลิกทุกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค


เพื่อให้เหลือเพียงใบอนุญาตหรือกฎระเบียบที่รัฐสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็นในการคงไว้จริงๆ



5. รู้ผลใบอนุญาตใน 15 วัน


การขออนุญาตในเรื่องใดๆ จากรัฐ นอกจากจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ในหลายกรณี ความล่าช้ายังถูกใช้เป็นช่องทางในการทุจริต เรียกสินบนใต้โต๊ะ ชนิดที่ว่า ‘หากเงินไม่มา งานก็ไม่ไป’

วิธีที่จะจัดการกับปัญหานี้อย่างเห็นผล คือการรับประกันความเร็วในการพิจารณาออกใบอนุญาต โดยการทำให้กระบวนการดังกล่าว เหมือนกับการสั่งพิซซ่า ที่ประชาชนจะได้กินพิซซ่าฟรี หากไม่ได้รับการจัดส่งภายในเวลาที่กำหนด

พรรคก้าวไกลจะผลักดันให้มีการออกกฎหมายเพื่อรับประกันกรอบระยะเวลาความรวดเร็วขั้นต่ำของกระบวนการพิจารณาใบอนุญาต ไว้ที่ 15 วัน – หากหน่วยงานของรัฐ พิจารณาใบอนุญาตเสร็จไม่ทันภายใน 15 วัน ให้ถือว่าคำขออนุญาตนั้น มีผลบังคับใช้เหมือนใบอนุญาตทันที (โดยอาจยกเว้นไว้บางใบอนุญาต ‘เท่าที่จำเป็น’ ที่กระบวนการการพิจารณา มีความซับซ้อนหรือความจำเป็นพิเศษที่ต้องดำเนินการด้วยระยะเวลานานกว่านั้น)

นอกจากจะเป็นการลดภาระที่เกิดขึ้นกับภาคเอกชนและประชาชนผู้ประกอบธุรกิจ ยังเป็นการอุดช่องว่างการทุจริต และกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐ มีความกระตือรือร้นในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจอย่างรวดเร็วอีกด้วย



6. ยกเครื่องประเมินข้าราชการ ทำงานดี ข้าราชการได้ดี ประชาชนได้ดี


ระบบการประเมินข้าราชการที่ดี คือระบบที่:

  • สร้างแรงจูงใจให้ข้าราชการทำผลงาน (ไม่ใช่ระบบที่จะทำผลงานดีหรือไม่ดี ก็ได้รับการประเมินที่ไม่ต่างกัน)
  • ทำให้ข้าราชการก้าวหน้าไปพร้อมประชาชน (ไม่ใช่ข้าราชการได้รับการประเมินดี แม้จะไม่ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน)


พรรคก้าวไกลต้องการยกเครื่องระบบประเมินข้าราชการ เพื่อให้ข้าราชการที่ทำงานดี ได้รับการประเมินและความก้าวหน้าทางอาชีพที่ดี ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้ประชาชน เช่น

  • การทำให้ดัชนี ‘ตัวชี้วัดผลสำเร็จของงาน’ (KPI) ของบรรดากระทรวงและกรมต่าง ๆ มีความยึดโยงกับคุณภาพชีวิตและสิ่งที่ประชาชนจะได้รับโดยตรงมากขึ้น
  • ปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เพื่อให้น้ำหนักกับ ‘ผลสำเร็จ’ ของงาน มากกว่า ‘อายุงาน’


ทั้งนี้ เพื่อทำให้ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ ยังคงมีแรงจูงใจ สามารถก้าวหน้าเติบโตได้ในสายอาชีพ ไม่ถูกกดทับอยู่ภายใต้โครงสร้างองค์กรที่ไม่เป็นธรรม และไม่ถอดใจในการสร้างประโยชน์ให้ประเทศ ผ่านการทำงานในระบบราชการที่รับใช้ประชาชน

ท้ายที่สุด เมื่อประชาชนได้ดี ข้าราชการก็ได้ดี และเมื่อข้าราชการได้ดี ประชาชนก็ได้ดีไปด้วย



7. ข้าราชการทีมไทยแลนด์ กระทรวง-กรมยืดหยุ่น ไร้กำแพงระหว่างหน่วยงาน


ระบบราชการไทยมักถูกวิจารณ์ว่าแม้จะรวมศูนย์ แต่เป็นการรวมศูนย์ที่ “แตกกระจาย” การทำงานระหว่างหน่วยงานมีความซ้ำซ้อนและขาดการประสานงาน

สถานการณ์โรคระบาดในช่วงที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นชัด ว่าระบบราชการปัจจุบันมีความเป็น “ไซโล” (silo) หน่วยงานมีกำแพงระหว่างกัน แบ่งทีม แบ่งเงิน แบ่งคน แบ่งกระเป๋า จึงทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ 

ก้าวไกลต้องการปลดล็อกระบบราชการส่วนกลาง โดยการทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง เพื่อสร้าง ‘ข้าราชการทีมไทยแลนด์’ – ไม่ว่าคุณจะเป็นอธิบดีกรมไหน คุณจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใด หรือคุณจะเป็นข้าราชการหน่วยงานอะไร ทุกคนคือทีมเดียวกัน

ในทางปฏิบัติ การทลายกำแพงดังกล่าวต้องอาศัยการ ‘ควบรวม’ บรรดากระทรวงและกรมต่าง ๆ ให้อยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกัน – เมื่อไร้ซึ่งสถานะความเป็นนิติบุคคลที่แยกจากกัน ก็ไร้ซึ่ง ‘กำแพง’ ในการแบ่งสรรปันส่วนทรัพยากรระหว่างหน่วยงาน

เราจะไม่มีคำว่า งบประมาณ ‘ของฉัน’ ตึกอาคาร-ที่ดิน ‘ของเธอ’ อีกต่อไป จะมีแต่คำว่า งบประมาณ-ตึกอาคาร-ที่ดิน ‘ของเรา’ ที่พร้อมแบ่งสรรปันส่วนทรัพยากรและภารกิจระหว่างกันในทีม โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อสร้างความสุขสมบูรณ์ให้ประชาชนทุกคน



8. งบประมาณปรับทันใจ จัดทำใหม่จากศูนย์ในทุกๆปี


เป็นเรื่องจริงที่น่าแปลกและน่ากังวลใจ ที่หน้าตาของพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ ของประเทศไทยในภาพรวม แทบจะเหมือนเดิม ในทุก ๆ ปี

ยกตัวอย่าง ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข เคยได้อยู่เท่าไหร่ ในช่วงวิกฤตโควิด งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข เมื่อคิดคำนวณเป็นสัดส่วนต่องบประมาณทั้งหมดแล้ว แทบจะได้ไม่ต่างจากเดิมนัก

พรรคก้าวไกลจึงเสนอให้ปรับกระบวนการจัดทำงบประมาณในแต่ละปี โดยยึดหลัก zero-based budgeting หรือ ‘งบประมาณแบบฐานศูนย์’ ที่ไม่ได้จัดทำงบโดยอ้างอิงจากการจัดงบในอดีตเป็นหลัก แต่อ้างอิงจากความเร่งด่วนและขนาดของปัญหาที่ประเทศเผชิญในแต่ละปีเป็นหลัก

ทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายและสามารถบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนได้อย่างทันท่วงที




นโยบายปฏิรูปตำรวจ: ตำรวจพิทักษ์สันติราษฎร์


พรรคก้าวไกลเชื่อว่าประชาชนทุกคน ต้องการเห็นองค์กรตำรวจเป็นด่านหน้าสุดของกระบวนการยุติธรรม ที่คอยปัดเป่าภยันตรายจากโจรผู้ร้ายรอบตัว ให้สมกับชื่อผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ทุกวันนี้ เราอาจรู้สึกว่าตำรวจเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมาก เรามีสถานีตำรวจ 1,484 แห่งทั่วประเทศ กระจายอยู่ทุกจังหวัดทุกอำเภอของไทยให้ได้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์เมื่อได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจ

แต่ในขณะเดียวกันตำรวจก็กลับดูห่างเหิน ดูตัดขาดจากประชาชน ราวกับเป็นอีกอาณาจักรหนึ่งของคนบางกลุ่มที่ต้องการขึ้นเป็นใหญ่เป็นโต สร้างกันเป็นระบบเส้นสาย ตั๋วตำรวจ ตั๋วช้าง ซึ่งตำรวจแทบทุกคนถ้าอยากอยู่ในระบบแบบนี้ได้ ก็ต้องเอาเงินมาจ่าย หรือไม่ก็ต้องฝากตัวรับใช้นายในเรื่องตั้งแต่สีเทาๆ ไปจนถึงดำสนิท

เมื่อระบบเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ประชาชนต้องเจอจึงเป็นการที่พวกเขาไปแจ้งความกับตำรวจทีไร คดีกลับถูกดอง ถูกเพิกเฉย ตำรวจบางคนไม่ได้สนใจที่จะสืบสวนคดีดังกล่าวหรือทำงานที่เป็นงานของตำรวจจริงๆ เพราะกิจกรรมที่สมประโยชน์พวกเขามากกว่าคือการเก็บส่วย รีดไถชาวบ้าน รับสินบนค่าหลับหูหลับตา เดินยา คุมบ่อน ค้ามนุษย์อาบอบนวดในเมือง ค้ามนุษย์โรฮิงญาในชายแดน ตลอดไปจนถึงการเกี่ยวข้องกับทุนต่างชาติสีเทา


สภาวะแบบนี้ เป็นสิ่งที่น่าผิดหวังสำหรับทั้งประชาชนเอง และสำหรับตำรวจหลายคนที่พยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด

เพื่อทำให้ตำรวจเป็น “ตำรวจของประชาชน” ที่พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง พรรคก้าวไกลจึงเสนอให้มีการปฏิรูปตำรวจตามนโยบายดังต่อไปนี้ ที่สามารถแบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบหลัก

องค์ประกอบที่ 1 = ทำให้โครงสร้างตำรวจต้องยึดโยงประชาชน

1. ผบ.ตร. ยึดโยงประชาชน

2. จังหวัด-ตำรวจ ร่วมรับใช้ประชาชน


องค์ประกอบที่ 2 = หยุดหลุมดำของการตรวจสอบกันเองแล้วเงียบหาย

3. ผู้ตรวจการตำรวจ ประชาชนมีช่องทางร้องเรียนตำรวจ


องค์ประกอบที่ 3 = สร้างวัฒนธรรมตำรวจมืออาชีพที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน

4. คืนผมให้ตำรวจ ไม่บังคับเกรียน


องค์ประกอบที่ 4 = สร้างระบบที่สนับสนุนให้ตำรวจที่ผลงานดี เติบโตได้อย่างก้าวหน้า

5. เติบโต-โยกย้ายเป็นธรรม ปราศจากตั๋ว-เส้นสาย

6. ตำรวจหญิงทุกสถานี เติบโตเป็น ผบ.ตร. ได้

7. ลดภาระพนักงานสอบสวน แบ่งงานให้ตำรวจสายอื่น


ไปดูแต่ละรายละเอียดของนโยบายกันได้ในภาพถัดๆ ไป



1. ผบ.ตร. ยึดโยงประชาชน


การบริหารงานบุคคลของตำรวจทั่วประเทศ รวมถึงอำนาจในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. อยู่ที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

แต่ปัจจุบัน ก.ตร. ประกอบไปด้วยตัวแทนจากฝ่ายบริหาร ข้าราชการประจำ ข้าราชการตำรวจ และผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากฝ่ายบริหารเท่านั้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. จะถูกบีบให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาล

พรรคก้าวไกลต้องการให้ ผบ.ตร. มีความยึดโยงกับประชาชนและเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ด้วยการปรับให้ ก.ตร. มีที่มาผ่านผู้แทนประชาชนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อป้องกันการใช้เส้นสายและตั๋วตำรวจ และให้นายตำรวจระดับสูงทำงานอยู่ในสายตาประชาชนและถูกถอดถอนได้หากยังปล่อยให้มีการวิ่งเต้น 



2. จังหวัด-ตำรวจ ร่วมรับใช้ประชาชน


ภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัยสาธารณะในแต่ละจังหวัดมีบริบทที่แตกต่างกันไป – จังหวัดหนึ่งอาจมีปัญหายาเสพติดมาก อีกจังหวัดหนึ่งอาจมีปัญหาทุนสีดำเป็นพิเศษ เป็นต้น

แต่ปัจจุบัน การกำหนดบุคลากรและทิศทางการทำงานของตำรวจในแต่ละจังหวัด ขึ้นอยู่กับส่วนกลางเป็นหลัก

พรรคก้าวไกลต้องการให้ตำรวจในแต่ละจังหวัดทำงานโดยยึดโยงกับประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆในพื้นที่ จึงเสนอให้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายความปลอดภัยสาธารณะจังหวัด” ที่มีทั้งตัวแทน อบจ.-ท้องถิ่นต่างๆ ส่วนราชการในจังหวัด และภาคประชาชนเข้าร่วม โดยมีอำนาจหน้าที่ในการ

  • (1) ช่วยประเมินคุณภาพของนายตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้ตำรวจคนใดที่ทำงานมีประสิทธิภาพ ไม่ทิ้งหรือดองคดี ก็จะได้ช่วยส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
  • (2) ถ่วงดุลการแต่งตั้งนายตำรวจจากส่วนกลาง โดยมีอำนาจอนุมัติ-ไม่อนุมัติการแต่งตั้งผู้บังคับการจังหวัด เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสมจริงๆ มาทำงานในพื้นที่




3. ผู้ตรวจการตำรวจ ประชาชนมีช่องทางร้องเรียนตำรวจ


ปัจจุบัน หลายครั้งที่ข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการใช้อำนาจโดยมิชอบของตำรวจ ไม่นำไปสู่การปฏิรูปองค์กรหรือความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

พรรคก้าวไกลเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนตำรวจที่เป็นอิสระแยกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) อย่างเด็ดขาด ขึ้นตรงต่อรัฐสภา มีสำนักงานและบุคลากรของตัวเอง เนื่องจากการแยกองค์กรตรวจสอบจะทำให้ปราศจากประโยชน์ทับซ้อนที่ตำรวจผู้ตรวจสอบอาจช่วยเหลือตำรวจผู้กระทำผิดกันเอง

กลไกดังกล่าวจะไม่ได้เป็นประโยชน์กับแค่ประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเป็นธรรม แต่ยังเป็นประโยชน์กับตำรวจ “น้ำดี” ภายใน สตช. เองที่เคยต้องทนอยู่กับความไม่ถูกต้อง เนื่องจากคณะกรรมการนี้จะเป็นช่องทางให้ประชาชนและตำรวจน้ำดีได้ร่วมมือกันแจ้งเบาะแสการทุจริตประพฤติมิชอบได้อย่างปลอดภัย เพื่อนำไปสู่การช่วยบำบัดน้ำเสียออกไปจากวงการตำรวจที่มีหน้าที่ปกป้องประชาชน



4. คืนผมให้ตำรวจ ไม่บังคับเกรียน


พรรคก้าวไกลต้องการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ตำรวจทุกคนเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน โดยเราเชื่อว่าต้องทำผ่านหลายมาตรการ เช่น

  • (1) ยกเลิกการบังคับตัดผมเกรียน เพราะการคืนทรงผมให้ตำรวจ จะเท่ากับการคืนความตระหนักรู้ถึงสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของนายตำรวจแต่ละคน
  • (2) อบรมบ่มเพาะสิทธิมนุษยชนและและคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมเพื่อให้นายตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักเหล่านั้นไว้จนขึ้นใจ 
  • (3) ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาและค่านิยมเดิมที่ฝึกสอนข้าราชการตำรวจ โดยเพิ่มความสำคัญที่ให้กับวิชาพลเรือนและการเรียนร่วมกับพลเรือนทั่วไป




5. เติบโต-โยกย้ายเป็นธรรม ปราศจากตั๋ว-เส้นสาย


ความก้าวหน้าทางอาชีพของตำรวจทุกคน ต้องขึ้นอยู่กับผลงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตั๋วหรือเส้นสาย

พรรคก้าวไกลต้องการทำให้องค์กรตำรวจเป็นพื้นที่แห่งโอกาสให้กับนายตำรวจที่มีความสามารถและซื่อสัตย์สุจริตได้เติบโตอย่างเสมอหน้า

นอกจากการปรับที่มาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อทลายระบบตั๋วไม่ให้กำเนิดตั้งแต่ระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุด พรรคก้าวไกลต้องการทลายกำแพงแห่งชั้นยศ โดยการเปิดให้นายตำรวจชั้นประทวนที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปได้รับสิทธิในการเลื่อนยศสู่ระดับสัญญาบัตรก่อน แทนที่จะรับจากบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นชั้นสัญญาบัตรทันที เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความต้องการรับบุคคลมาเป็นตำรวจสัญญาบัตรเพิ่ม

ทั้งหมดนี้จะเป็นการส่งเสริมตำรวจชั้นผู้น้อยที่ทำงานดี ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของราชการตำรวจ ที่ผ่านประสบการณ์งานตำรวจมาอย่างโชกโชน และมีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาตำรวจรุ่นหลังได้ 



6. ตำรวจหญิงทุกสถานี เติบโตเป็น ผบ.ตร. ได้


ปัจจุบันมีตำรวจหญิงใน สตช. คิดเป็นเพียงแค่ 9% ของตำรวจทั้งหมด

พรรคก้าวไกลต้องการทำให้อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ทุกเพศได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกันผ่านการ:

  • (1) เปิดรับให้ทุกเพศสามารถสมัครเข้าเรียนนายร้อยตำรวจได้
  • (2) ผลักดันให้มีตำรวจหญิงประจำทุกสถานี เพื่อให้เหยื่อผู้ถูกคุกคามทางเพศรู้สึกอุ่นใจในการเข้ามาแจ้งความมากขึ้น
  • (3) รับประกันว่าตำรวจทุกเพศจะได้รับที่ทางและโอกาสในการเลื่อนขั้นตำแหน่งได้อย่างเท่าเทียมในทุกสายงาน (งานสืบสวนสอบสวน งานกฎหมาย งานอาชญวิทยา งานปราบปราม)




7. ลดภาระพนักงานสอบสวน แบ่งงานให้ตำรวจสายอื่น


สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพิจารณาคดีของประชาชนมีความล่าช้า เพราะภาระงานหลายส่วนไปกองอยู่ที่พนักงานสอบสวน

พรรคก้าวไกลต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพิจารณาคดีโดย:

  • (1) เพิ่มอำนาจให้ตำรวจสายป้องกันและปราบปรามสามารถยุติคดีเล็กน้อยได้ โดยไม่ต้องส่งต่อให้พนักงานสอบสวน เนื่องจากปัจจุบันตำรวจสายป้องกันและปราบปรามทำได้แค่การลาดตระเวนและตรวจตราทั่วไป โดยไม่สามารถยุติคดีอาญาได้ 
  • (2) ปรับลดการใช้เอกสารเพื่อประสิทธิภาพของการทำงานของพนักงานสอบสวน 
  • (3) ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อให้การทำงานมีความคล่องตัวและง่ายขึ้น

Login

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า