ย้ำอีกครั้ง นโยบายแรงงานก้าวไกล ขึ้นทันที 450 บาท ของแถมอีกเพียบ!

ย้ำอีกครั้ง นโยบายแรงงานก้าวไกล ขึ้นทันที 450 บาท ของแถมอีกเพียบ!


ยกระดับคุณภาพชีวิต ‘คนทำงาน’ อย่างยั่งยืน รัฐต้องเพิ่มค่าแรง ควบคู่ยกระดับสวัสดิการ – พัฒนาทักษะ – ช่วยเหลือผู้ว่าจ้าง

ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงนโยบายแรงงานของพรรคก้าวไกลว่า พรรคก้าวไกลให้ความสำคัญกับพี่น้องแรงงาน เพราะคนทำงานทุกคนถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ แต่ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน แรงงานกว่า 38 ล้านคนทั่วประเทศทุกอาชีพ กำลังเผชิญความท้าทายและความไม่เป็นธรรมหลายอย่าง เช่น ค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ สถานภาพการจ้างงานที่ไม่มั่นคง การกำหนดค่าตอบแทนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การทำงานเกินวันเวลาโดยไม่มีค่าชดเชย หรือ สภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่อันตราย ส่งผลให้คนทำงานมีภาระ มีข้อจำกัด และมีความเสี่ยงในระดับที่สูงมาก ทั้งในการทำงานและการดำเนินชีวิต

พรรคก้าวไกลจึงเสนอให้ยกระดับสวัสดิการแรงงาน เพื่อเพิ่มการคุ้มครองและการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมแบบถ้วนหน้าทุกกลุ่ม รวมถึงสนับสนุนให้พี่น้องแรงงานสามารถปรับตัวได้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและระบบเศรษฐกิจ โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดนโยบาย “สวัสดิการไทยก้าวหน้า” ที่พรรคก้าวไกลเปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2565 (ย้อนฟัง https://youtu.be/G3S-LT9niHs)

1. ระบบค่าแรงปรับขึ้นทุกปี

ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ โดยใช้วิธีแก้ไขที่ระบบ คือการแก้ไขกฎหมาย ‘พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541’ มาตรา 87 กำหนดให้ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำทุกปี โดยคำนึงถึง (1) ค่าครองชีพ และ (2) การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ระหว่าง 2 ปัจจัยนี้ หากปัจจัยใดเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า ก็ให้นำมาเป็นฐานในการคำนวณปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขั้นต้น ที่จะนำไปพิจารณาหารือในคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ในแต่ละปี


2. ขึ้นค่าแรง 450 บาททันที ในปี 2566

หากตั้งต้นจากปี 2554 ที่ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวัน เมื่อคำนวณให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อและดัชนีค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นทุกปี ค่าแรงขั้นต่ำในปัจจุบันควรเริ่มต้นที่ 450 บาทต่อวัน พร้อมกำหนดให้รัฐต้องช่วยแบ่งเบาภาระค่าแรงที่สูงขึ้นสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย (SMEs) ในช่วง 6 เดือนแรก โดยการที่รัฐช่วยสมทบค่าประกันสังคมในส่วนของผู้ว่าจ้าง สำหรับแรงงานที่ถูกกระทบโดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ งบประมาณที่ต้องใช้ต่อปีสำหรับเรื่องนี้ ราว 16,000 ล้านบาท


3. ยกระดับสวัสดิการแรงงาน

อาทิ

  1. ‘สัญญาจ้างเป็นธรรม ทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์’ : กำหนดมาตรฐานของสัญญาจ้างที่ต้องเป็นธรรม
    1. เปลี่ยนการจ้างลูกจ้างรายวันที่ทำงานลักษณะรายเดือน ให้เป็นลูกจ้างรายเดือน
    2. กำหนดให้ต้องมีชั่วโมงการทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง สำหรับงานทั่วไป และไม่เกิน 35 ชั่วโมง สำหรับงานอันตราย
    3. กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ และวันหยุดพักผ่อนประจำปีอย่างน้อย 10 วันทำงานต่อปี
    4. งานจ้างเหมาบริการในภาครัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อไม่ให้ลูกจ้างถูกเอาเปรียบหรือได้รับการคุ้มครองต่ำกว่ามาตรฐานแรงงาน
  2. ‘ประกันสังคมถ้วนหน้า เจ็บป่วยได้เงินชดเชย-ค่าเดินทางหาหมอ’ : นำประชาชนวัยแรงงานทุกคนที่ยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคม (แรงงานนอกระบบ) เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการเพิ่มงบประมาณจากการสมทบของภาครัฐ
    1. หากจำเป็นต้องลาพบแพทย์ ได้รับค่าชดเชยรายได้ 200 บาทต่อวัน และได้ค่าเดินทางพบแพทย์ 100 บาทต่อวัน
    2. หากลาคลอดได้รับเงินชดเชยรายได้ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 6 เดือน
    3. หากเสียชีวิตได้รับค่าฌาปนกิจสงเคราะห์ 10,000 บาท
    4. กำหนดว่าประชาชนที่ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จะได้รับการยกเว้นจากการสมทบเงินเข้ากองทุนประกันสังคม โดยรัฐจะสมทบฝ่ายเดียว
  3. ‘แรงงานทุกกลุ่มตั้งสหภาพได้ สอดคล้องหลักการองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)’ : ปรับมาตรการคุ้มครองแรงงานให้เป็นไปตามหลักสากลในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เรื่องสิทธิในการจัดตั้งและรวมตัว
    1. นิยาม “แรงงาน” ให้ครอบคลุมคนทำงานรูปแบบใหม่ (เช่น ฟรีแลนซ์ แรงงานแพลตฟอร์ม) เพื่อช่วยให้ลูกจ้างในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่มีผู้ว่าจ้างคนละคน สามารถรวมตัวกันได้
    2. รับรองให้แรงงานสามารถรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานได้ โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ไม่แบ่งสถานที่ทำงาน (เช่น สหภาพแรงงานสร้างสรรค์ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข พนักงานของรัฐ ฯลฯ)
    3. เพิ่มช่องทางให้สหภาพแรงงานหลายแห่ง ยื่นข้อเรียกร้องร่วมกัน โดยได้รับการคุ้มครองจากการถูกลงโทษหรือกลั่นแกล้ง
    4. กำหนดกลไกที่ชัดเจนในการต่อรองกับผู้ว่าจ้าง รวมถึงสิทธิของแรงงานในการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน (เช่น ผลประกอบการ ความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อแรงงาน)


4. พัฒนาทักษะและประสิทธิภาพการทำงานของแรงงาน ผ่านโครงการ Upskill และ Reskill คาดว่างบประมาณที่ต้องใช้ต่อปี คือ 5,000 ล้านบาท เช่น

  1. สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงและเรียนได้โดยไม่จำกัด ผ่านการรวบรวมคอร์สพัฒนาทักษะจากผู้ผลิตเนื้อหา แบบฝึกหัดและระบบทดสอบความรู้ ระบบสำรวจความถนัดตนเอง และบริการจับคู่กับผู้ประกอบการและจัดหางาน
  2. แจกคูปองคนวัยทำงาน อายุ 30-60 ปี เริ่มต้นที่ 1 ล้านคน เพื่อเลือกพัฒนาทักษะเชิงลึกที่ตนต้องการหรือมีความจำเป็นในการทำงาน จากหลักสูตรการฝึกอบรมที่มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจัดขึ้นทั้งในรูปแบบออนไลน์หรือ ณ สถานที่ โดยรัฐร่วมจ่าย 80% จากราคาหลักสูตรฝึกอบรม (แต่ไม่เกิน 5,000 บาท/คน)


5. แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของคนวัยทำงาน ด้วยสวัสดิการถ้วนหน้า-ครบวงจร

ในวันที่สังคมไทยเป็น ‘สังคมสูงวัย’ ที่มีสัดส่วนคนวัยทำงานลดลง และคนวัยทำงานมีภาระร่วมกันในการดูแลผู้สูงอายุในสังคมที่มีมากขึ้น พรรคก้าวไกลเสนอสวัสดิการที่ให้แบบถ้วนหน้าและครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนแก่ เพื่อลดภาระของคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็น เงินเด็กเล็ก 1,200 บาทต่อเดือน เงินผู้สูงวัย 3,000 บาทต่อเดือน

ย้อนอ่านชุดนโยบาย ‘สวัสดิการไทยก้าวหน้า’



สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของพรรคก้าวไกลนี้ ได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ปี พ.ศ. 2565
ผลิตโดย บริษัท สเปกเตอร์ ซี จำกัด จำนวนที่ผลิต 1 ชิ้น งบประมาณ 3,000 บาท ผลิตวันที่ 10 ธันวาคม 2565

Login

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า