เอื้อหมูเจ้าสัว ปกปิด ASF ปล่อยเกษตรกรรายย่อยสูญพันธุ์

เอื้อหมูเจ้าสัว ปกปิด ASF ปล่อยเกษตรกรรายย่อยสูญพันธุ์


รัฐบาลรู้ดีแต่ปกปิด โรคระบาด ASF ทำ ‘หมูแพง’ ส่อเจตนา ‘เอื้อทุนใหญ่’?

“บางคนอาจบอกว่า หมูแพง พ่อค้าแม่ค้าเขียงหมูได้กำไร ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเลย ทุกเช้าที่ผมไปเดินสำรวจตลาดสดในจังหวัดพิษณุโลก แผงหมูหลายแห่งหยุดขายแล้วเพราะทนสภาวะขาดทุนไม่ไหวหรือหาหมูมาขายไม่ได้ หมูที่หาได้มีแต่หมูเจ้าสัวที่คุณภาพแย่คนไม่ซื้อ ส่วนหมูฟาร์มที่ยังรอดราคาสูงมากตั้งแต่หน้าฟาร์ม ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีต้นทุนสูง แค่ขายตามต้นทุนยังขายออกยาก เพราะคนเลี่ยงไปซื้ออย่างอื่น แต่ถ้ายอมแบกราคาไว้เองก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง”

ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.จังหวัดพิษณุโลก พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อสถานการณ์หมูแพง ในฐานะอดีตสัตวแพทย์ที่เคยทำงานในภาคอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ว่า ไม่เคยมีวันใดรู้สึกหดหู่ใจกับการปกปิดความจริงการระบาดของเชื้ออหิวาต์หมูแอฟริกา หรือ Afican Swine Fever : ASF ของกรมปศุสัตว์ขนาดนี้ เพราะในหน่วยงานมีสัตวแพทย์ไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครยึดมั่นในจรรยาบรรณทั้งที่รู้ปัญหาดีแต่แกล้งไม่รู้ หรือปกปิดความจริงจนสร้างผลกระทบต่อหลายภาคส่วนอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นปากท้องของพี่น้องประชาชน จากเศรษฐกิจที่ไม่ดีอยู่แล้วเพราะสถานการณ์โควิด-19 กลับต้องมาเจอค่าครองชีพที่สูงขึ้น ร้านอาหารจำนวนมากที่ไม่ไหวก็ต้องขอปรับขึ้นราคาทำให้การค้าขายยากไปอีก ขณะที่แม่ค้าเขียงหมูเองก็เจอผลกระทบไม่แพ้กัน

“บางคนกลั้นใจลองไปซื้อหมูเป็นจากเจ้าสัวมาขาย ก็พบว่าจริงเหมือนที่เผยแพร่กันในโซเชียล ราคาก็ไม่เป็นมิตร บาทเดียวก็ไม่ลด แต่แม่ค้าไม่ได้เห็นหมูก่อนเลย พอได้รับมาก็เป็นหมูคุณภาพต่ำ มีขายก็จริงแต่มันขายไม่ออก เพราะหมูคุณภาพดีเขาส่งเข้าห้างตัวเองหมด ส่วนฝั่งเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไม่ต้องพูดถึง ต้นทุนแพงมาตั้งแต่ค่าอาหารสัตว์ แต่พอหมูตายตัวหนึ่ง ปศุสัตว์บอกว่า ไม่ใช่ ASF แต่เป็น PRRS จะทำลายหมูทั้งหมดก็กลัวไม่ได้ชดเชย ต้องรีบเอาหมูเป็นชำแหละขายราคาถูกๆ น้ำตาตกในยอมขาดทุนดีกว่าหมูตายยกฟาร์มโดยไม่ได้เงินเลย

พอไม่ได้ควบคุมทำลาย เชื้อก็กระจายไปทั่วประเทศ ส่งผลให้มีหมูตายและหายจากระบบไปกว่า 5- 6 ล้านตัวต่อปี ตัวเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเองก็ท้อใจ หากรัฐยังไม่ยอมรับว่ามี ASF ระบาดในประเทศ ต่อให้มีเงินกู้สนับสนุนให้กลับมาเลี้ยงดังที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศ เขาก็ไม่กลับมาเลี้ยง เพราะเหมือนหลอกให้เจ๊งรอบ 2 เลี้ยงไปก็ตาย แต่ไม่มีคนรับผิดชอบ ทั้งยังเพิ่มหนี้ให้แบกเพิ่ม ตอนนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจาก 2 แสนราย จึงลดลงเหลืออยู่เพียงเพียง 8 หมื่นราย ปัญหานี้จะไม่มีทางแก้ได้เลย ถ้าไม่เริ่มจากการที่ภาครัฐยอมรับความจริง”

ทั้งนี้ ปดิพัทธ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลทราบปัญหาดีอยู่แล้ว เพราะถ้ารัฐบาลยืนยันว่า ไม่มี ASF ระบาด แต่ทำไมจึงมีมติ ครม. ตั้งแต่ต้นปีอนุมัติให้ใช้งบกลางเพื่อให้ทำลายสุกรและจ่ายเงินชดเชย แต่กลับไม่มีเอกสารชี้ชัดว่าเป็นโรคอะไร มีแต่การรายงานว่าเป็นโรค PRRS ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะต้องถึงกับทำลายสุกรทั้งฟาร์ม

“ความน่ากังขาในการทำหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตลอด 2-3 ปีมานี้ สร้างความเสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสัตว์ในประเทศไทย และกำลังส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างครั้งใหญ่ที่จะทำให้เกษตรกรรายย่อยสูญพันธุ์และเหมือนมีความตั้งใจให้เกิดขึ้นเพื่อเอื้อให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ โดยทุนใหญ่เสียหายน้อย ได้ประโยชน์มาก

“การปกปิดการระบาดของ ASF ในหมู ทำให้ฟาร์มหรือเกษตรกรรายย่อยเลิกเลี้ยงหมู และต้องขายหมูที่รอดออกไปด้วยราคาขาดทุน แต่ทุนใหญ่ไม่เจอปัญหานี้เพราะมีตู้แช่แข็ง สามารถชำแหละหมูแช่เอาไว้เพื่อปล่อยสู่ตลาด เป็นเจ้าหลักเจ้าเดียวที่ขายในวันที่ไม่มีหมูเจ้าอื่นในตลาดได้ ได้ประโยชน์ทั้งราคาและไม่มีคู่แข่ง อีกทั้งการไม่มีรายงานการติดเชื้อ ASF ในไทยอย่างเป็นทางการตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้ยังส่งออกหมูได้โดยไม่มีผลกระทบ

“เรื่องนี้เกษตรกรรู้ โรงเชือดรู้ และสัตวแพทย์ก็รู้ ภาคีคณบดีสัตวแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย 14 สถาบัน จึงต้องทำหนังสือถึง อธิบดีกรมปศุสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2564 เพื่อแสดงห่วงใยต่อสถานการณ์โรคระบาดและการควบคุมโรค โดยในหนังสือยืนยันการพบ เชื้อ ASF ในซากสุกรที่ส่งชันสูตรโรค และระบุว่าได้รายงานการตรวจพบโรคต่อกรมปศุสัตว์ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 พร้อมทั้งขอให้กรมปศุสัตว์ควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน เพื่อมีให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นแก่เกษตรกรและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย

“ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ขนาดนี้ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลยังยืนกรานว่า ไม่พบ ASF แบบนี้ จึงไม่รู้ว่าทำไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ให้ใครกันแน่ แต่เท่าที่รู้ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแน่นอน”

Login