หลักฐานสำคัญหายไปไหน? ศาลยกฟ้องคดี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’

หลักฐานสำคัญหายไปไหน? ศาลยกฟ้องคดี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’


3 ข้อสังเกต กรณีศาลยกฟ้องคดี ‘ชัยภูมิ ป่าแส’

เกือบ 5 ปีที่ครอบครัว พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ และคนไทยทั้งประเทศ รอคอยการคืนความยุติธรรมให้กับ ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ เยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ ที่ถูกนายทหาร 2 นาย วิสามัญฆาตกรรมเมื่อปี 2560 ที่ด่านทหาร อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม แต่การรอคอยนั้นกลับลงเอยที่ศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องคดี ที่ครอบครัวฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกองทัพบก หน่วยงานต้นสังกัดของนายทหารทั้งสอง


การยกฟ้องในครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายยังกังขาต่อกระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีนี้ โดยมีข้อสังเกตในประเด็นสำคัญอยู่ 3 ข้อ


📌 ไม่มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด

ในพื้นที่ด่านรินหลวงมีกล้องวงจรปิดอยู่จำนวนมาก เพราะอยู่ใกล้ชายเเดน และในช่วงแรก มีการเปิดเผยว่าทหารระดับสูงได้เห็นภาพจากกล้องทั้งหมดแล้ว และเห็นว่ามีการยิงกันหลายนัด แต่กลับไม่มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดอยู่เลย ร้องก็ไม่สามารถขอได้ ทนายความก็ไม่สามารถขอข้อมูลตรงนี้ได้


📌 ไม่มีพยานบุคคลน่าเชื่อถือ

ก่อนหน้านี้ เคยมีการกล่าวอ้างว่า ชัยภูมิ จะระเบิดจะปาใส่เจ้าหน้าที่ จนทำให้เจ้าหน้าที่ลั่นไกปืน M16 เพื่อหยุดการกระทำ แต่ถึงตอนนี้กลับไม่มีการนำพยานบุคคล หรือหลักฐานอื่นๆ มาแสดงในชั้นศาล มีเพียงพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงใจต่อสังคม

ประเด็นที่สอง ที่ระบุว่ามีพยานหลักฐานว่าชัยภูมิ ถือระเบิดจะปาใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งหลักฐานตรงนี้ก็พยานบุคคล พยานต่างๆ ก็ไม่ได้นำมาเเสดง หรือนำมาปรากฎในชั้นศาล มีแต่เพียงพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นี่เป็นข้อสังเกตที่ตนคิดว่าเป็นที่น่าสงสัยในสังคมมาก


📌 ไม่มีหลักฐานจากดีเอ็นเอ

หากชัยภูมิจะเป็นผู้ถือระเบิดและจะปาใส่เจ้าหน้าที่ ระเบิดในมือของชัยภูมิ ก็ควรจะมีดีเอ็นเอหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่บ่งชี้ถึงตัวเขา ปรากฎออกมาอย่างชัดเจนเลย

มานพ คีรีภูวดล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนชาติพันธุ์พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีนี้ว่า หลักฐานทั้ง 3 อย่างนี้ควรปรากฎในชั้นศาล เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกรณีจะเป็นตัวอย่างการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ละเมิดสิทธิประชาชน ถึงแก่ชีวิต ซึ่งหลักฐานเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องถูกพิสูจน์เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

“กรณีที่ฝ่ายโจทย์บอกว่า เป็นการป้องกันตัวยิงเข้าที่ต้นแขนซ้ายชัยภูมิ ป่าแส ผมคิดว่ากรณีเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ ซึ่งสิ่งที่จะต้องพิสูจน์ได้ชัดเจนคือภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งกล้องบริเวณนั้นเยอะมาก และจากการที่นายทหารระดับสูงระบุว่า เห็นกล้องหมดแล้วมีการยิง การต่อสู้เป็นอย่างไร หากระบุว่าเป็นการยิงโดยเจตนาหรือป้องกันตัว นำหลักฐานมาพิสูจน์จะได้กระจ่างต่อสังคม ตกลงความจริงในวันนั้นเป็นอย่างไร ชัยภูมิได้กระทำตามที่รัฐระบุหรือไม่ ทางมารดาและครอบครัวชัยภูมิจะได้คลายข้อสงสัย เพื่อเป็นการพิสูจน์ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ความจริงใจ ความยุติธรรม ผมคิดว่าหลักฐานสำคัญคือกล้องวงจรปิด ซึ่งบริเวณนั้นมีมาก”

มานพ กล่าวทิ้งท้าย

Login