รัฐบาลจะยอมให้เบี้ยวชำระหนี้รถไฟเชื่อมสนามบินหมื่นล้านเป็นครั้งที่ 3?

รัฐบาลจะยอมให้เบี้ยวชำระหนี้รถไฟเชื่อมสนามบินหมื่นล้านเป็นครั้งที่ 3?



เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2565 ที่ผ่านมาเป็นวันหมดอายุจ่ายเงินค่าสิทธิ์ร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมต่อ 3 สนามบิน เป็นจำนวน 10,671 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นกำหนดที่มีการขยายเวลาออกมาเป็นครั้งที่ 2 และมีแนวโน้มว่าจะมีการยินยอมให้มีการขยายเวลาออกไปอีกเป็น ครั้งที่ 3

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้เป็นไปตามคาด เนื่องจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ‘เกิดมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน’ รัฐบาลจึงลดแลกแจกแถมให้กับเอกชนที่สนิทสนมกับรัฐบาล

สุรเชษฐ์ อธิบายว่า ความจริงแล้วควรมีการทำโครงการรถไฟทางคู่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและระบบขนส่งสาธารณะในเมืองให้ดีก่อน เพื่อให้มีฐานผู้ใช้มากพอแล้วจึงค่อยทำรถไฟความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เพียงเพื่อให้โครงการคุ้มกระเป๋านายทุน รัฐบาลจึงควักเงินภาษีของประชาชนในอนาคตไปอุดหนุนกว่า 149,650 ล้านบาท พร้อมยก ‘ที่ดินมักกะสัน’ มูลค่ามหาศาลไปประเคนเป็นของแถม ในราคาประเมินที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอยู่มาก อีกทั้งไม่ยอมให้ฝ่ายค้านตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใส

“โครงการนี้เซ็นสัญญาตั้งแต่ 24 ตุลาคม 2562 โดยให้เวลาเตรียมความพร้อมมากถึง 2 ปี ก่อนที่เอกชนจะต้องชำระเงินงวดแรกเพื่อเป็นค่าสิทธิ์ฯ แต่พอมาถึงวันนัดชำระในวันที่ 24 ตุลาคม 2564 เอกชนกลับเบี้ยว แล้วรัฐบาลก็ใจดียอมให้เบี้ยว”

สุรเชษฐ์ กล่าว


บริษัทเอกชนได้ทำ MOU ขึ้นมาเพื่อเลี่ยง ซื้อเวลาไป 3 เดือน พอครบ 3 เดือน ก็ขยายให้อีก 3 เดือน (รวมเป็น 6 เดือนแล้ว) แต่ก็ดูทีท่ายังไม่พร้อม จนมีข่าวหลุดออกมาว่าจะขยายเวลาอีก ซึ่งสุรเชษฐ์ตรวจสอบแล้วว่า จะมีการขยายไปอีก 3 เดือน รวมเป็น 9 เดือนอย่างแน่นอน

สุรเชษฐ์ วิเคราะห์ว่า การขยายเวลา MOU ไปเรื่อยๆ นี้ไม่ใช่แค่การขอยืดเวลาเพราะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เท่านั้น แต่มีความพยายามจะ “แก้ไขสัญญา” ครั้งใหญ่ ทั้งที่ไม่ควรมีการแก้ไขสัญญาหลังจากที่มีการประมูลงานไปเสร็จสิ้นไปแล้ว

เรื่องค่าสิทธิ์เพื่อเยียวยาจากสถานการณ์โควิดจะเป็นเหตุผลหลักในการทำ MOU แต่เรื่องนี้ก็ดูจะกลายเป็นประเด็นรอง เพราะประเด็นหลักกลายมาเป็นค่างานกว่า 9,207 ล้านบาท (มติ กพอ. 4 สิงหาคม 2564) ที่เพิ่มขึ้นจาก ‘ความทับซ้อน’ กับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ที่วิ่งขนานแย่งดีมานด์กันไป แถมยังมีประเด็นความผิดพลาดในเรื่องของ ‘ลำรางสาธารณะและบึงเสือดำ’ ที่แทรกเข้ามา

เรื่องค่างานส่วนทับซ้อนที่พ่วงเข้ามาอาจส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้นายทุนจากการที่รัฐต้องควักเงินจ่ายให้เอกชนเร็วขึ้น เพื่อให้เอกชนกู้เงินจากภายนอกลดลง เป็นการประหยัดค่าดอกเบี้ยให้กับเอกชน ตามสัญญาที่ได้เซ็นไปเมื่อ 24 ตุลาคม 2562 รัฐต้องควักเงินจ่ายให้เอกชนในปีที่ 6-15 ปีละ 14,965 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกำลังอาศัย MOU มาเจรจาใหม่ อาจทำให้รัฐต้องควักเงินจ่ายให้เอกชนเร็วขึ้น เป็นปีที่ 2-8 ปีละ 18,922 ล้านบาท ซึ่งแม้ยอดรวมจะลดลง แต่เป็นการประหยัดค่าดอกเบี้ยให้กับเอกชน

“คงต้องจับตาดูโครงการนี้ต่อไป เพราะประสบการณ์สอนว่า เมื่อโครงการที่ไม่ควรเกิดได้เกิดขึ้นแล้ว มักจะสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับประชาชนมากกว่าที่ประเมินไว้ในอดีตอยู่เสมอ ขอให้ทุกคนร่วมกันติดตามโครงการ ‘เชื่อมที่ดินให้ผู้มั่งมี ด้วยภาษีประชาชน’ ต่อไปด้วยใจระทึก”

สุรเชษฐ์ ย้ำ

Login