ทหารไม่ควรมีบทบาทเหนือพลเรือน

ทหารไม่ควรมีบทบาทเหนือพลเรือน


ห่วงสังคมไทยเข้าสู่การไล่ล่าบ้าคลั่งระลอกใหม่ ‘สุทธวรรณ’ ยืนยัน ทหารไม่ควรมีบทบาทเหนือพลเรือน

สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา รองโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวว่า บทบาทการออกมาชี้นำสังคมในกรณีแบนลาซาด้าของเหล่าทัพต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะอาจเป็นการนำพาสังคมไทยเข้าสู่การไล่ล่าผู้เห็นต่างอย่างบ้าคลั่งระลอกใหม่ ต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยเคยมีบทเรียนความสูญเสียมาแล้วหลายครั้งจากปลุกเร้าอารมณ์ของสังคมด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปลุกปั่นหรือสร้างละครแขวนคอฉบับใหม่ขึ้นมาใหม่อีก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 คือความเจ็บปวดของสังคมไทยที่ควรจำเป็นบทเรียนว่าไม่ควรเกิดขึ้นอีกแล้วในสังคมไทย

สุทธวรรณ ยังกล่าวอีกว่า การที่ผู้นำเหล่าทัพออกมาพูดต่อสาธารณะและมีท่าทีต่อสถานการณ์บางอย่าง ไม่ใช่เรื่องปกติในสังคมของประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะกองทัพคือผู้ถืออาวุธในมือต้องมีความระมัดระวังในการแสดงออกต่อสาธารณะเป็นอย่างยิ่ง หากเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ผู้นำเหล่าทัพหรือนายทหารคนใดออกมาแสดงบทบาทเช่นนี้ต้องถูกปลดออกอย่างแน่นอน

“หากผู้นำเหล่าทัพคนใดต้องการแสดงความเห็นก็ขอให้ลาออกมาเป็นพลเรือนแล้วลงเลือกตั้ง เพื่อนำเสนอหลักคิดและอุดมการณ์ให้ประชาชนเลือก เพราะพลเรือนจะรับผิดชอบต่อประชาชนด้วยกันผ่านการเลือกตั้ง การอ้างเหตุผลความมั่นคง แล้วชี้นิ้วบอกว่าใครเป็นศัตรูของชาติขณะที่ยังถืออาวุธอยู่ในมือ แบบนี้ไม่อาจเรียกว่ามีความชอบธรรมได้”

ทั้งนี้ สุทธวรรณ ยังกล่าวอีกว่า กรณีที่มีการกล่าวหาว่า ลาซาด้าจัดทำโฆษณาที่เหมาะสมหรือไม่ ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของสังคมได้ถกเถียงเพื่อเติบโตทางความคิดไปด้วยกัน หรือปล่อยกลไกตลาดเป็นผู้คัดสรรสิ่งที่ผู้บริโภคเลือก เพราะหากแบรนด์กระทำในสิ่งที่เชื่อว่ากระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทยจริง ก็คงไม่จำเป็นต้องรบกวนให้ผู้นำกองทัพต้องออกจากค่ายมาทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ หรือหากเชื่อว่ามีการกระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ขอให้ปล่อยเป็นเรื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม สิทธิในการประกันตัวและสู้คดีของประชาชนก็ควรได้รับอย่างเต็มที่ ต้องไม่ใช่การใช้กระบวนการนิติสงคราม นำข้อกล่าวหาที่มีโทษสูงอย่าง ม.112 ไปจับใครเพื่อคุมขังไว้ก่อนโดยไม่ให้สิทธิประกันตัวก็ได้ แบบนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องและไม่ส่งผลดีต่อทั้งกระบวนการยุติธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อพระมหากษัตริย์

“กองทัพไทยและรัฐบาลไทยควรรู้จักหน้าที่และบทบาทของตนเองเหมือนสังคมที่มีความศิวิไลซ์ได้แล้ว ก่อนที่จะมาก้าวก่ายเรื่องของพลเรือน ท่านกลับไปจัดการบ้านของท่านให้ดีก่อนดีกว่าไหม อย่าอ้างเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือปกป้องผู้พิการ เพราะจนถึงวันนี้กรณี พลทหารประจักษ์ ที่ต้องพิการเพราะถูกซ้อมทรมานในค่ายทหาร ท่านเคยดูแลรับผิดชอบชีวิตของเขาและครอบครัวให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์บ้างหรือไม่ ทุกวันนี้ครอบครัวยังต้องออกไปเรียกร้องหาความเป็นธรรมด้วยตัวเองอยู่ นี่หรือศักดิ์ศรีผู้พิการที่ท่านบอกว่าต้องการปกป้อง”

นอกจากนี้ ยังมีกรณีการซ้อมทรมานละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกมากมาย ทั้งต่อพลเรือนและพลทหารที่ไม่เคยได้คำตอบจากกองทัพ วันดีคืนดีก็มีพลทหารถูกสั่งให้ไปกินน้ำอสุจิ แบบนี้ระดับผู้นำเหล่าทัพก็ไม่เคยรับผิดชอบ กรณีผู้บังคับบัญชาฉ้อโกงกลั่นแกล้งจนเกิดเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช ก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ การปฏิรูปกองทัพที่เคยรับปากไว้ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่มีคนเจ็บคนตายมากมาย ยังไม่นับว่ากรณีที่มีการละเมิดข่มขู่คุกคามนักกิจกรรม หรือกรณีการค้ามนุษย์โรฮิงญา เหตุการณ์เหล่านี้จากกองทัพมีเป็นจำนวนมาก

“พวกท่านยังจะมีหน้ามาพูดเรื่องการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ทั้งที่พวกท่านน่าจะเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีพฤติกรรมละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุดองค์กรหนึ่งในประเทศนี้ด้วยซ้ำ”

สุทธวรรณ กล่าว

สุทธวรรณ ยังฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรง ไม่ควรปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงออกในสิ่งที่เป็นบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยด้วยการยอมให้ทหารอยู่เหนือพลเรือน และไม่ควรปล่อยให้มีการออกคำสั่งกีดกันผู้ใต้บังคับบัญชาให้ซื้อหรือไม่ซื้อของจากผู้ผลิตหรือแพลตฟอร์มเจ้าใด โดยนำสวัสดิการอันเป็นสิทธิที่พวกเขาพึงได้รับโดยชอบมาเป็นเงื่อนไข เช่น สิทธิในการได้บ้านพัก เพราะสวัสดิการเหล่านี้มาจากภาษีของประชาชน ไม่ควรถูกนำมาเป็นเครื่องมือให้คุณให้โทษของผู้บังคับบัญชา

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรพิจารณาได้แล้วว่า ถึงเวลาควรปลดผู้นำเหล่าทัพเหล่านี้แล้วหรือไม่ ท่านควรทำหน้าที่ดึงสติกลับมาให้สังคม อย่าปล่อยให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นสังคมแห่งความบ้าคลั่งและลุกลามไปทั่ว เหมือนที่ขณะนี้ลามไปติด รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล ของท่าน โดยออกมาขานรับว่า จะปิดกั้นการเข้าถึง ‘แพลตฟอร์ม’ รวมถึงการแชร์ผ่านยูทูบ ทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นเรื่องที่สวนทางอย่างยิ่งต่อการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พวกท่านจะสร้างอนาคตของประเทศไทย ด้วยการปิดกั้นประชาชนให้มืดบอด ตัดขาดจากโลกภายนอกแบบนี้จริงๆหรือ”

สุทธวรรณ ระบุ

Login