การสร้างความมั่นคงด้านน้ำและการที่ประชาชนเข้าถึงแหล่งน้ำอย่างเพียงพอ เป็นเป้าหมายที่สำคัญของประเทศ โดยกรมชลประทาน นับเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบภารกิจนี้ และมีการขอรับงบประมาณอยู่ที่ 77,532 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.4% ของวงเงินงบประมาณปี 66
ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคก้าวไกล ได้ตั้งข้อสังเกตและคำถามถึงกรมชลประทานที่เข้ามาชี้แจงใน 2 ประเด็นสำคัญ เพื่อสอบถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ
1. #ความเป็นธรรม – งบประมาณและโครงการมีความกระจุกอยู่ในบางจังหวัด/พื้นที่
39,985 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 50% ของงบประมาณกรมชลประทานทั้งหมด ถูกจัดสรรให้กับโครงการ 3 ประเภท ที่กระจายไปสู่จังหวัดต่างๆ คือ:
- (i) โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน – 21,812 ล้านบาท (28%)
- (ii) โครงการปรับปรุงงานชลประทาน – 10,086 ล้านบาท (13%)
- (iii) โครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ – 7,087 ล้านบาท (9%)
หากวิเคราะห์จากตัวเลขในเอกสารชี้แจง จะค้นพบว่างบประมาณมีความกระจุกตัวอยู่ในบางจังหวัด โดยจังหวัดที่ได้รับงบประมาณสูงสุดในแต่ละประเภท มีดังนี้
งบประมาณรวมโครงการทั้ง 3 ประเภท (i) (ii) (iii)
- สงขลา = 6.3% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 7.03 เท่า)
- อุบลราชธานี = 5.7% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 6.35 เท่า)
- ประจวบคีรีขันธ์ = 3.2% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 3.62 เท่า)
งบประมาณโครงการประเภท (i) โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน
- อุบลราชธานี = 8.4% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 8.93 เท่า)
- จันทบุรี = 5.2% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 5.49 เท่า)
- สงขลา = 4.3% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 4.57 เท่า)
งบประมาณโครงการประเภท (ii) โครงการปรับปรุงงานชลประทาน
- พัทลุง = 7.7% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 10.93 เท่า)
- ประจวบคีรีขันธ์ = 6.2% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 8.85 เท่า)
- บุรีรัมย์ = 4.6% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 6.47 เท่า)
งบประมาณโครงการประเภท (iii) โครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ
- สงขลา = 18.4% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 32.99 เท่า)
- เพชรบุรี = 7.3% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 13.05 เท่า)
- ฉะเชิงเทรา= 4.8% ของงบทั่วประเทศ (สูงกว่าค่ามัธยฐาน 8.59 เท่า)
ในวันที่ประชาชนและเกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งน้ำ ทางกรรมาธิการจากพรรคก้าวไกล จึงได้มีการสอบถามให้กรมชลประทานชี้แจงและเปิดเผยเกณฑ์สำหรับการพิจารณาและอนุมัติโครงการ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ ว่าหน่วยงานพิจารณาอย่างเป็นธรรมบนพื้นฐานของความเร่งด่วนของโครงการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ ไม่ใช่บนพื้นฐานของดุลพินิจหรือผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
2. #ประสิทธิภาพ – หลายโครงการถูกขยายเวลาก่อสร้างเป็น 10 ปี สร้างความสูญเสียทางงบประมาณและเวลา
โครงการพัฒนาระบบชลประทาน การสร้างเขื่อนเก็บน้ำ และอ่างเก็บน้ำ หลายโครงการมีการขยายเวลาการก่อสร้างสูงเกือบ 10 ปี ยกตัวอย่างเช่น:
- (i) โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนแม่กวงอุดมธารา – ในปีงบประมาณ 64 มีรายการแจ้งว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 65 แต่เมื่อพิจารณาจากปีงานประมาณ 65 กลับแจ้งเวลาแล้วเสร็จในปี 2570 ซึ่งมีโครงการลักษณะนี้จำนวนมาก
- (ii) เขื่อนทดน้ำผาจุกที่ขยายระยะเวลาการก่อสร้างไปทั้งหมด 8 ปี
นอกจากจะส่งผลต่องบประมาณที่ต้องถูกตั้งในทุกๆปีและความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตกรในพื้นที่ที่ยังเฝ้ารอโครงการ ระยะเวลาการก่อสร้างที่ยาวนานขึ้นยังสร้างข้อกังวลในระยะยาว ว่าหากลักษณะทางกายภาพหรือความต้องการและอาชีพของคนในพื้นที่เปลี่ยนไปตามเวลา สิ่งก่อสร้างอาจไม่สอดรับกับผลประโยชน์ของประชาชนอีกต่อไป ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของค่าเสียเวลาที่ประชาชนและประเทศต้องจ่าย
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับบางโครงการที่เสร็จแล้วภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน ก็ปรากฎว่าเมื่อมีการพยายามถ่ายโอนภารกิจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามากกว่าครึ่งเป็นโครงการที่ใช้ไม่ได้ เช่น สถานีสูบน้ำไฟฟ้า บ้านนาถ่อน ที่ต้องการถ่ายโอนไปยังเทศบาลตำบลโพนทราย แต่ปรากฎว่าสถานีสูบน้ำดังกล่าวใช้การได้เพียงครั้งเดียว และประชาชนในพื้นที่ไม่ยอมรับค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจากการสูบน้ำ ประชาคมในพื้นที่จึงไม่เห็นด้วย ทางเทศบาลตำบลโพนทรายจึงปฏิเสธการโอนย้ายนี้ และปัจจุบันสถานีสูบน้ำที่มีราคากว่า 30 ล้านนี้ก็ใช้การไม่ได้
ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงงบประมาณที่ไหลรั่วไปกับการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาชลประทานที่ยังขาดประสิทธิภาพในการก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชน