“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน แต่ขายชื่อเสียงประเทศชาติ ขายความศักดิ์สิทธิ์กระบวนการยุติธรรม ขายชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่แม้ตายก็ยังถูกป้ายสีว่าเป็นคนผิด”

“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน แต่ขายชื่อเสียงประเทศชาติ ขายความศักดิ์สิทธิ์กระบวนการยุติธรรม ขายชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่แม้ตายก็ยังถูกป้ายสีว่าเป็นคนผิด”






รับชมคลิปการอภิปรายได้ที่นี่ https://youtu.be/S5bUm0EIsds






7 จุดพิรุธ “คดีบอส กระทิงแดง”
ขบวนการสมคบคิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ?




ในการอภิปรายญัตติทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่วมอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เน้นไปที่ประเด็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยกล่าวถึงคดีที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส วรยุทธ” ตกเป็นผู้ต้องหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้บังคับหมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อปี 2555 แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถเอาคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมาลงโทษได้




ทั้งนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดพลิกผันของคดีดังกล่าว นั่นคือเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนนำมาสู่ 7 จุดพิรุธของคดีดังกล่าว ได้แก่





(1)
ตั้ง กมธ.การกฎหมายฯ สนช. ล้วน
คนใกล้ชิด “ประยุทธ์-ประวิตร” ?



หลังการรัฐประหาร ปี 2557 รัฐบาล คสช.ได้ตั้งสภานิติบัญญัติ (สนช.) ขึ้นมา และมีคณะกรรมาธิการของ สนช. คือ กมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม โดย กมธ.ชุดนี้ล้วนมีแต่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ ประวิตร อาทิ 1.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายของ พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน กมธ., 2.พล.ต.อ.พัชรวาท อดีต ผบ.ตร. น้องชายของ พล.อ.ประวิตร, 3.พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ น้องเขย พล.อ.ประยุทธ์, 4.พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ยุค คสช. ซึ่งแต่งตั้งโดย พล.อ.ประยุทธ์ และ 5.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ซึ่งได้รับเสนอชื่อให้เป็น ผบ.ตร. โดย พล.ต.อ.สมยศ และได้รับความเห็นชอบโดย พล.อ.ประวิตรวงษ์ ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม ก.ตร. ในการแต่งตั้ง


นับตั้งแต่อัยการสั่งฟ้องคดี “บอส วรยุทธ” ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรม ขอให้พิจารณาหลักฐานและพยานใหม่นับ 10 ครั้ง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ พนักงานอัยการได้ยุติการร้องขอความเป็นธรรมทุกครั้ง จนวันที่ 4 พ.ค.2559 ได้ให้ทนายความมายื่นขอความเป็นธรรมต่อ กมธ.การกฎหมายฯ ในประเด็นที่ นิภาพร รุจนรงศ์ รองอัยการสูงสุด ไม่นำเอาคำให้การใหม่ของ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ แตงจั่น ที่เปลี่ยนความเร็วรถวันเกิดเหตุ จาก 177 กม./ชม. มาเป็น 79.23 กม./ชม. มาพิจารณา โดยนายวรยุทธขอให้ กมธ.พิจารณาว่าการกระทำของรองอัยการสูงสุดมิชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เรียกรองอัยการสูงสุดและผู้เกี่ยวข้องอีกหลายรายมาสอบ



แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาสอบข้อเท็จจริง กลับไม่มีการเรียกคนที่ถูกร้องมาสอบในประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรม แต่กลับเรียกพยานอื่นมาสอบเพิ่มเติมเต็มไปหมด โดยเป็นการสอบข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นหลัก 1. คือเรื่องความเร็วรถไม่ใช่ 177 แต่เป็น 79.23 กม./ชม. และ 2.เรื่อง ด.ต.วิเชียรขับรถตัดหน้าโดยประมาทเอง




(2)
เพิ่มหลักฐานพยานใหม่
กดดันเปลี่ยนความเร็วรถ
สร้างเรื่องผู้ตายขับขี่ประมาท ?


ก่อนเรื่องเข้าสู่ กมธ.การกฎหมายฯ สนช. มีความเปลี่ยนหลักฐานเรื่องความเร็วรถ เพราะเป็นประเด็นพลิกผันสำคัญของคดี เพราะถ้าความเร็วรถต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ ไม่เกิน 80 กม./ชม. ผู้ต้องหาสามารถหลุดรอดคดีได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามในการเปลี่ยนข้อมูลความเร็วรถหลายครั้ง แต่พนักงานอัยการไม่รับฟัง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น ในระหว่างการร้องขอความเป็นธรรมครั้งที่ 9 ต่ออัยการ เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2559 พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ แตงจั่น จากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเป็นผู้ทำรายงานเรื่องความเร็วรถในนามกองพิสูจน์หลักฐาน 177 กม./ชม. เพิ่มเติม



มีความบังเอิญที่แปลกมากเกิดขึ้น โดย ธีรัจชัย ซึ่งได้สอบสวนเรื่องนี้ภายหลังด้วยตัวเองเมื่อครั้งเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการ ปปช. สภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน มีการให้การตรงกันหลายปาก รวมถึง พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานด้วยว่า พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.ซึ่งเป็น กมธ.การกฎหมายฯ สนช. ในตอนนั้น ได้ไปพบกับ พล.ต.ท.มนู พร้อมกับ รศ.สายประสิทธิ์ คนที่ต่อมา กมธ.การกฎหมายฯ สนช. ที่มี พล.ต.อ.สมยศ นั่งอยู่เรียกเข้าไปให้ข้อมูลเรื่องความเร็ว ทั้งนี้ รศ.สายประสิทธิ์ ได้ไปอธิบายเรื่องความเร็วรถของ “บอส วรยุทธ” ว่าคำนวณได้ 79.23 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตรงข้ามกับที่ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ และกองพิสูจน์หลักฐาน ได้คำนวณไว้ กรณีนี้ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ ย่อมไม่กล้ามีความเห็นขัดแย้งกับอดีต ผบ.ตร. และผู้เชี่ยวชาญที่มากับอดีต ผบ.ตร. จึงยอมให้การต่อพนักงานสอบสวน ยอมเปลี่ยนความเร็วรถจาก 177 กม./ชม. เป็น 79.23 กม./ชม. ซึ่งขัดแย้งกับรายงานของกองพิสูจน์หลักฐาน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อต้องให้รายละเอียดต่อ กมธ. พ.ต.ท. ธนะสิทธิ์ ต้องการยืนยันว่าการคำนวณในตอนแรกของกองพิสูจน์หลักฐานที่ได้ความเร็ว 177 กม./ชม. ว่าถูกต้องแล้ว แม้จะถูกเรียกมาถึงหน้าห้องคณะทำงานของ กมธ.แล้ว แต่กลับไม่ได้เข้าไปให้การ


ส่วนเรื่อง ด.ต.วิเชียร ขี่รถจักยานยนต์ตัดหน้าเองโดยประมาทมีการนำพยาน 2 คนมาให้ข้อเท็จจริงต่อคณะทำงานของ กมธ. เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2559 ห่างจากวันเกิดเหตุถึง 4 ปี โดยอ้างว่าขับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ รุ่น 230 อี สีขาว อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ขับตามหลังดาบวิเชียรในระยะประมาณ 10 เมตร และทั้งสองเห็นว่า ด.ต.วิเชียรขับรถปาดหน้า “บอส วรยุทธ”




(3)
ความเห็น กมธ. / ความเห็น “ฟันธง”
ไม่เหมาะสมที่ถูกส่งให้พนักงานอัยการ ?



มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ กมธ.การกฎหมายฯ สนช. เพื่อพยายามยัดหลักฐานเข้าสู่การพิจารณาคดีให้ได้ ทั้งนี้ สิ่งที่ กมธ.การกฎหมายฯ สนช.ทำ คือการสรุปรายงานที่มีการระบุพยานหลักฐานใหม่อันเป็นคุณกับ “บอส วรยุทธ” ส่งให้พนักงานอัยการ โดยเรื่องนี้แม้แต่สมาชิก กมธ.ในชุดเดียวกันหลายคนก็ยังคัดค้านว่าไม่เหมาะสม เช่น ศ.(พิเศษ) ภัทรศักดิ์ วรรณแสง ทักท้วงว่ารายงานดังกล่าวว่า เป็นการแสดงหลักฐานสำคัญที่หักล้างคำสั่งฟ้องเดิมได้ เป็นความเห็นที่ฟันธง ซึ่งไม่เหมาะสมที่จะออกไปจาก กมธ. แต่อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.ศิษฐวัชร ประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร ก็ยืนยันที่จะส่งรายงานนี้ให้พนักงานอัยการ และ พล.ต.ท.วิบูลย์ น้องเขย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นน้องเขยของพลเอกประยุทธ์ หนึ่งใน กมธ. ก็ยืนยันสนับสนุนเต็มที่ให้ส่งรายงานให้กับพนักงานอัยการ



จนสุดท้าย 22 ธ.ค. 2559 มีมติส่งรายงานคดี “บอส วรยุทธ” ไปยังสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้และสำนักงานอัยการสูงสุด และมีการร้องขอความเป็นธรรมอีกหลายครั้ง แต่โชคดีที่อัยการสูงสุดไม่เล่นด้วย รายงานนี้จึงถูกดองอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับมามีบทบาทในการพลิกคดีในอีกไม่นานต่อมา




(4)
ย้าย “พล.ต.ต.อภิชาติ” ภาค 1
เปิดทางเปลี่ยนหมายแดง “InterPol” ?


การร้องขอความเป็นธรรมของ “บอส วรยุทธ” ต่อพนักงานอัยการรวมตั้งแต่ต้นแล้วถึง 13 ครั้ง แต่โชคดีที่อัยการสูงสุดและรองในขณะนั้นไม่เล่นด้วย ทำให้รายงาน กมธ.ฉบับยัดหลักฐานใหม่ยังไม่ถูกนำมาใช้ อัยการได้เรียกตัวมาเพื่อนำตัวไปส่งฟ้องต่อศาลในวันที่ 27 เม.ย.2560 แต่วรยุทธได้ออกนอกประเทศตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย.2560 ก่อนหน้านัดอัยการ 2 วัน โดย 28 เม.ย. 2560 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ออกหมายจับ ซึ่ง พล.ต.ต. อภิชาต สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ ในขณะนั้น เป็นตำรวจที่มีความเชี่ยวชาญการการติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีไปต่างประเทศระดับแนวหน้าของ ตร. ได้ประสานออกหมายแดงตำรวจสากล ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ หมายแดงมี 2 แบบ คือหมายแบบส่วนบุคคล ที่เห็นได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ และหมายสาธารณะ ที่บุคคลทั่วไปเช็คจากเว็บไซต์ Interpol หรือตำรวจสากล มีคนสามารถเห็นได้เป็นพันล้านคน



พล.ต.ต.อภิชาติ ได้ประสานงานตำรวจสากลออกหมายแดง โดยกรณีนายวรยุทธ เป็นหมายสาธารณะที่ทำให้การติดตามตัวทำได้ง่าย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ตำรวจที่ดีพึงกระทำ เพราะคดีนี้เป็นคดีที่ได้รับความสนใจของประชาชน ถ้าใช้หมายแดงสาธารณะตลอดไป โอกาสจะติดตามตัวนายวรยุทธมาดำเนินคดีจะง่าย เพราะมีคนเห็นทั่วโลกเป็นพันล้านคน แต่หลังจากที่มีการออกหมายแดงแบบสาธารณะ เมื่อ 21 ส.ค. 2560 ความปกติได้กลายเป็นความไม่ปกติ ภายใต้คดีที่ถูกอำนาจมืดพยายามบิดผัน นายตำรวจที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาคนนี้ กลับถูกสั่งย้ายไปเป็นผู้การประจำภาค 3 เพียง 9 วันหลังการออกหมายแดง เรียกว่าเป็นการย้ายเข้ากรุ ซึ่งบุคคลที่นั่งหัวโต๊ะการประชุม กตร. ในวันที่ 30 ส.ค.2560 ที่มีคำสั่งย้ายนี้ คือ พล.อ.ประวิตร ซึ่งรับมอบอำนาจมาจากนายกรัฐมนตรี



เมื่อ พล.ต.ต.อภิชาติ โดนย้าย หมายแดงก็โดนระงับไปชั่วคราวตามการร้องเรียนของ “บอส วรยุทธ” ก่อนจะมีการออกใหม่อีกครั้ง แต่ถูกเปลี่ยนเป็นหมายแบบบุคคล ซึ่งคนทั่วไปตรวจสอบไม่ได้ในเว็บไซต์ตำรวจสากลหรือ interpol และที่สำคัญ เลขหนังสือเดินทางที่ตำรวจไทยใส่ข้อมูลลงในหมายแดง ยังเป็นหนังสือเดินทางที่ทางการไทยยกเลิกไปแล้ว ทำให้หมายแดงนี้ เป็นหมายปาหี่ ตามยังไงก็ไม่เจอ เพราะ “บอส วรยุทธ” ย่อมไม่สามารถใช้หนังสือเดินทางที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ในการหลบหนีได้




(5)
ย้าย “พล.ต.ต.อภิชาติ” ภาค 2
เปิดทางตำรวจผนึกอัยการสั่งไม่ฟ้อง ?


วิบากกรรมที่ พล.ต.ต.อภิชาติ ได้รับจากการขวางทางการบิดคดี “บอส วรยุทธ” ยังไม่หมด ในเดือน ต.ค. ปี 2561 พล.ต.ต.อภิชาต ได้รับการเลื่อนขั้นตามลำดับอาวุโส ให้รับตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งตำแหน่งนี้มีหน้าที่สำคัญหนึ่งคือการมีอำนาจทำความเห็นแย้งอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง โดย พล.ต.ท อภิชาติ อยู่ในตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ ต.ค. 2561 และก็ตามปกติก็จะได้อยู่ไปจนถึง ต.ค.2563 แต่กลับถูกโยกย้ายในวาระแต่งตั้ง ต.ค.2562 ไปเป็นรองผู้บัญชาการส่งกำลังบำรุง โดยคนที่สั่งย้ายรอบนี้ คือ พล.อ.ประยุทธ์ ในการประชุม กตร.เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2562



หลัง พล.ต.ต.อภิชาติ ถูกย้ายโดยเริ่มผลวันที่ 1 ต.ค. 2562 อีกเพียง 1 สัปดาห์คือ วันที่ 7 ต.ค. 2562 “บอส วรยุทธ” ได้มอบอำนาจให้ทนายความร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด ครั้งที่ 14 และเป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่น่าจะบังเอิญว่าอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุด ก็เพิ่งมีการโยกย้ายในล็อตเดียวกับ พล.ต.ต.อภิชาติ โดยผู้พิจารณาแต่งตั้งอัยการสูงสุด คือวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ 250 คน ดังนั้น เมื่อทางสะดวกเรียบร้อย แบบบังเอิญมากๆ มีทั้งการตั้งอัยการชุดใหม่ ทั้งมีการย้ายตำรวจที่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมาออกจากเส้นทางที่จะเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการได้ การร้องขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธครั้งนี้ จึงเป็นผล พนักงานอัยการสั่งให้สอบพยานเพิ่ม สอดคล้องกับรายงานของ กมธ.การกฎหมายฯ สนช. ทั้งเรื่องความเร็วรถ และเรื่อง ด.ต.วิเชียรขับรถโดยประมาทเอง


20 ม.ค. 2563 รองอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ต่อมา วันที่ 5 มิ.ย. 2563 รอง ผบ.ตร.ที่ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ซึ่ง ณ เวลานั้น เรื่องการสั่งไม่ฟ้อง “บอส วรยุทธ” เป็นไปโดยความเงียบ ไม่มีใครรับรู้




(6)
ไม่กระตือรือร้นตามล่าตัว “บอส วรยุทธ”
ตำรวจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ?


หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สตช. ไม่ได้มีความกระตือรือร้นในการติดตามตัว “บอส วรยุทธ” ก็คือการที่สถานทูตออสเตรียประจำประเทศไทย แจ้งข้อมูลมาว่า “บอส วรยุทธ” ขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ซึ่งเป็นวีซาเข้าออก 26 ประเทศในยุโรป แสดงว่าน่าจะพำนักและเดินทางเข้าออกในแถบยุโรประหว่างหลบหนีคดี กลุ่มประเทศยุโรปใช้ข้อมูลลายนิ้วมือและใบหน้าในการเข้าออกเมืองอยู่แล้ว หากตำรวจไทยใส่ข้อมูลลายนิ้วมือของ “บอส วรยุทธ” ในระบบของตำรวจสากล หรือ interpol ก็จะตามตัวได้อย่างง่ายดาย



หากแต่สิ่งที่ตำรวจทำคือการส่งจดหมายไปยังกระทรวงต่างประเทศ ขอให้สถานทูตไทยในเวียนนา ประเทศออสเตรีย ช่วยตามสืบหาที่อยู่นายวรยุทธ แล้วแจ้งให้ตำรวจทราบ ซึ่งกรณีนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยเลยที่ต้องไปเที่ยวสืบหาตัวผู้ต้องหา เพราะนี่เป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่ง ผบ.ตร. ที่มีหน้าที่รับผิดชอบขณะนั้น คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา นี่เป็นละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ กับความผิดปกติตลอดทางของคดีนี้และความไม่กระตือรือร้นในการตามตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดี จะต้องถูกนายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยหรือไม่


หรือที่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมลงโทษ เพราะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ คือคนใกล้ชิด โดยเป็นคนที่พรรคพลังประชารัฐ ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค กำลังจะส่งลงผู้ว่ากรุงเทพมหานคร อย่างที่เรารับรับรู้กันนั่นเอง




(7)
เมินผลการศึกษากรรมการที่ตั้งเอง
ปฏิเสธความรับผิดชอบ ?



ข่าวคราวอัยการสั่งไม่ฟ้องคดี “บอส วรยุทธ” ได้รับการเปิดเผยจาก CNN ก่อนที่จะสร้างกระแสความไม่พอใจของประชาชนพุ่งสูง จนกระทั่งลำพังการตั้งคณะกรรมการสอบโดยตำรวจและอัยการที่กระทำขึ้นในเวลาต่อมาก็ไม่สามารถลดกระแสสังคมได้ สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงคดีนี้ โดยมี วิชา มหาคุณ เป็นประธาน


คณะกรรมการชุดนี้ใช้เวลาเพียง 30 วัน ได้ข้อสรุปว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือ “บอส วรยุทธ” จริง และมีข้อเสนอให้ดำเนินคดีอาญาและลงโทษทางวินัยกับคน 8 กลุ่ม คือ 1.พนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับสำนวน, 2.พนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, 3.ผู้บังคับบัญชาซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่, 4.สมาชิก สนช. ซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่, 5.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่, 6.ทนายความซึ่งกระทำผิดกฎหมาย, 7.พยานซึ่งให้การเท็จ, 8.ตัวการผู้ใช้และผู้สนับสนุนการกระทำผิดดังกล่าว




เมื่อผลสอบออกมาแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มอบหมายให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ หรือ ปปท. ไปดำเนินคดี ซึ่ง ปปท. ต้องส่งเรื่องต่อให้ ปปช. แต่จนถึงขณะนี้ ผ่านไปแล้ว 5 เดือน ไม่มีการขยับเขยื้อนเอาผิดใดๆ กับคนทั้ง 8 กลุ่ม ซึ่ง หากเว้นกลุ่มที่เป็นข้าราชการประจำและเอกชนไป กลุ่มที่ 3-5 จะเห็นว่า ผู้บังคับบัญชาที่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ คือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา คนที่ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร หมายมั่นปั้นมือให้เป็นแคนดิเดทผู้ว่าฯ กทม.ใช่หรือไม่, สมาชิก สนช. ที่มีส่วนแทรกแซงคดี คือน้องชาย 2 คนของ พล.อ.ประวิตรใช่หรือไม่ คือน้องเขยของ พล.อ.ประยุทธ์ ใช่หรือไม่, ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่แทรกแซง คือตัว พล.อ.ประยุทธ และพล.อ.ประวิตร ใช่หรือไม่ นี่เป็นเหตุให้รัฐบาลเมินผลการสึกษาของกรรมการที่ตั้งเอง โยนให้เป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิกจนทำให้คดีนี้ไม่มีความคืบหน้า




“ท่านเป็นชายชาติทหารจริงๆ ครับท่านไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน แต่ขายชื่อเสียงประเทศชาติ ขายกระบวนการยุติธรรม ขายชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่แม้ตายก็ยังถูกป้ายสีว่าเป็นคนผิด”




Login