ผลประโยชน์เบื้องหลังจะนะ: นายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาประโยชน์

ผลประโยชน์เบื้องหลังจะนะ: นายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาประโยชน์






รับชมคลิปการอภิปราย https://youtu.be/P9b6N1zLzwY







ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ นิพนธ์ บุญญามณี รัฐมตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยข้อหาไม่มีความซื่อสัตย์ขาดคุณธรรม ในหัวข้อ”ผลประโยชน์เบื้องหลังจะนะ: นายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาประโยชน์”




ท่านประธานที่เคารพ ผม นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลุกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ เพราะผมไม่ไว้วางใจ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านเป็นรัฐมนตรีคนใต้เช่นเดียวกันกับผม พฤติกรรมของท่านกระทบกระเทือนกับปลายด้ามขวานแดนสะตอคนใต้บ้านเรา และผม แม้เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ก็มีภูมิลำเนาในจังหวัดสงขลามาก่อนเช่นกัน


ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอจะนะกำลังตั้งคำถามกับโครงการ “เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะ”ว่าเป็นโครงการที่มีผู้ผลประโยชน์แอบแฝงเบื้องหลัง เป็นนักการเมืองใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งวันนี้ ผมจะมาเปิดโปงเปิดข้อมูลข้อเท็จจริงว่า นายนิพนธ์ และเครือข่ายครอบครัวได้แสวงหาผลประโยชน์จากโครงการนี้ อย่างไร



โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะที่จะเกิดขึ้น แท้จริงแล้วไม่ใช่โครงการพัฒนา แต่เต็มไปด้วยการทำลายทรัพยากร ทำลายอาชีพ ทำลายเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนชาวจะนะ ถ้าเกิดนิคมอุตสาหกรรม สัตว์น้ำเศรษฐกิจ ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา กั้ง นับร้อยชนิดจะหายไป การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การล่องเรือดูปลาโลมาสีชมพูก็จะไม่มี ธุรกิจเลี้ยงนกเขาแข่งขัน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ 100-500 ล้านบาท คงกลายเป็นแค่เรื่องเล่าให้ลูกหลาน โครงการเขตพัฒนาพิเศษจะนะ ที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรม กำลังจะทำลายสิ่งสวยงามเหล่านี้ทั้งหมด







ความพยายามผลักดันโครงการจะนะ


หลายคนเชื่อว่าโครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจะนะ เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในปี 2563 แต่ความจริง มีเค้าลางผลักดันมาตั้งแต่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน โดยนายนิพนธ์ ในฐานะ นายก อบจ. สงขลา ได้แถลงต่อสภา อบจ. ไว้ วันที่ 5 ก.ย. 2556 ว่าจะพัฒนาพื้นที่พลังงาน ท่าเรือน้ำลึก และอุตสาหกรรม ในพื้นที่อำเภอจะนะ นาหม่อม เทพา  ซึ่งคนในพื้นที่รู้กันดีว่า มีการเอางบฯ อบจ. ไปลงในพื้นที่อำเภอแถบนั้นมากผิดปกติ


กระทั่งต่อมา วันที่ 16 ก.พ. 2561 นายนิพนธ์ ในฐานะนายก อบจ. ได้เข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเวลานั้น เพื่อหารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ของเอกชน โดยยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมพลังงานครบวงจรหรือ Energy complex จนนำมาสู่มติ  ครม. วันที่ 7 พ.ค. 2562 ซึ่งเป็นมติ ครม. ทิ้งทวนของ คสช. หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ในช่วงที่อยู่ในสุญญากาศกำลังตั้งรัฐบาลใหม่ ได้มีเห็นชอบขยายผลโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนไปสู่พื้นที่ อ.จะนะ



ดังนั้น การที่นายนิพนธ์ให้ข่าวว่าโครงการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 นั้นผิด เพราะตัวนายนิพนธ์เองนั่นแหละที่เป็นคนวิ่งเต้นเอาโครงการจะนะสอดไส้โครงการเดิม เพราะโครงการเดิมตามมติ ครม. 2559 มีแค่ 3 พื้นที่คือ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี , อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และอ.เบตง จ.ยะลา ไม่ได้มี อ.จะนะ รวมอยู่ด้วย






สิ่งที่ขายฝัน


รัฐบาลนำโดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เปฺ็นประธาน ขายฝันกับชาวบ้านว่าจะมีการลงทุนบนพื้นที่ประมาณ 16,753 ไร่ เม็ดเงินลงทุน 18,680 ล้านบาท จะเกิดอุตสาหกรรมหนัก, อุตสาหกรรมเบา, เมืองที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ, ศูนย์รวมและกระจายสินค้า, โรงไฟฟ้า 3,700 เมกกะวัตต์, และอื่นๆ อีกมากมาย



 มีการโฆษณาว่าจะมีการจ้างงานในพื้นที่ 100,000 ตำแหน่ง ซึ่งไม่จริง เป็นไปไม่ได้ เพราะปัจจุบันต่างชาติหนีหาย ไม่มาลงทุน เศรษฐกิจย่ำแย่ รัฐบาลล้มเหลว เป็นเผด็จการสืบทอดอำนาจ โรงงานปิดไปแล้วมากมาย 







แล้วภาพความจริงเป็นอย่างไร


ยิ่งเมื่อดูภาพความเป็นจริงโครงการข้างเคียง ทั้งนิคมอุตสาหกรรม Rubber City , นิคมอุตสาหกรรมสงขลา ล้วนแล้วแต่ร้าง โดยนิคมอุตสาหกรรมสงขลา กนอ. ได้อนุมัติงบไปแล้วอย่างน้อย 1,280 ล้านบาท ไม่รวมเงินที่เช่าที่ธนารักษ์อีก 2,000 กว่าล้านบาท แต่มีคำขอส่งเสริมการลงทุนจริง 8 โครงการ คิดเป็นเงิน 1 ใน 10 ของที่ตั้งเป้าไว้เท่านั้น




และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนร้าง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่สงขลาเป็นที่แรก แต่เกิดขึ้นแบบเดียวกันทั่วประเทศ  10 เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ที่เกิดขึ้นตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่สมัยปล้นอำนาจเป็นรัฐบาล คสช. ได้ใช้เงินภาษีประชาชนไปแล้วกว่า 47,000 ล้านบาท แต่การอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของเอกชนแค่ 48 โครงการ 8,000 ล้านบาท ไม่ถึง 20% ของเงินลงทุน


ดังนั้น ที่รัฐบาลและนายทุนขายฝันกันสวยหรู โครงการต่างๆ  เขียนโฆษณาเอาไว้ราวกับลอกกันมา ที่ท่านบอกว่าจะเกิดงาน 1 แสนตำแหน่ง ไม่เคยมีบอกว่ามาจากงานอะไร ทดแทนงานเดิมหรือเพิ่มงานใหม่ เป็นงานรายได้สูงหรือรายได้ต่ำ จะจ้างงานคนในพื้นที่หรือไม่ สิ่งที่ท่านจะสร้าง คือโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี ซึ่งจ้างงานน้อยมาก ความเป็นไปได้ที่โครงการจะทำให้เกิดการจ้างงานนับแสนตำแหน่ง จึงเป็นไปไม่ได้



สำหรับคนที่มีความฝัน วาดวิมานในอากาศสวยหรูว่าจะเกิดการลงทุนเท่านั้นเท่านี้หมื่นล้านบาท เกิดการจ้างงานแสนตำแหน่งนั้น แบบนี้คนใต้เค้าเรียก ‘ฝัดด้งเปล่า’ หรือถ้าตามพจนานรุกรมแปลเป็นภาษากลางว่า วืด เสียเที่ยว






นิคมพลังงาน Energy Complex
โครงการที่ TPI อยากให้เกิด


โอกาสที่อุตสาหกรรมจะเกิดมีน้อยมาก แต่เหตุที่รัฐบาลและนายนิพนธ์เร่งรัดผลักดันโครงการเมืองจะนะให้เกิด พบว่าคือกลุ่มทุน TPIPP ที่มาพร้อมแผนการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยโครงการทั้งหมดที่วางแผนไว้ 3,700 เมกกะวัตต์



เอกสารเตรียม EIA ของบริษัท TPIPP เอง เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 63 ที่ผ่านมาบอกชัดเจนเลยว่า TPIPP เป็นคนไปเสนอแผนการผลักดันพัฒนาโครงการในพื้นที่จะนะ ซึ่งวันที่ 21 ม.ค. 64 ครม. มีมติรับทราบไปแล้ว 1,700 เมกกะวัตต์ ที่เอื้อให้เกิดโรงไฟฟ้าของบริษัท TPIPP ขึ้นในพื้นที่อำเภอจะนะ ซึ่งสงสัยว่าทำไมไม่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเป็นฝ่ายทำ



ดังนั้น ถ้าโครงการยังเดินหน้าต่อไปแบบนี้ คาดว่าว่าเดี๋ยวโรงไฟฟ้าก็จะมาอีกเรื่อยๆ  โครงการจะนะเมืองก้าวหน้าแห่งอนาคตจะไม่มีอนาคตของประชาชน แต่จะกลายเป็นโรงไฟฟ้าของกลุ่มทุน เทียบเท่ามาบตาพุด จ. ระยอง ที่เต็มไปด้วยมลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อม






เครือ TPI มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด “นิพนธ์”


ต้องอย่าลืมว่า กลุ่มทุนเครือ TPI มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดแนบแน่นกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล บริษัทเครือ TPI ยังมีชื่อเป็นผู้บริจาคเงินผ่านโต๊ะจีนประชารัฐ  ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากลุ่มทุนเครือ TPI มีสายสัมพันธ์แนบแน่นใกล้ชิดกับทั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  เป็นหัวหน้าพรรค รวมถึงกับนายนิพนธ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ เราจึงเห็นความพยายามผลักดันโครงการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนอย่างแข็งขัน



นี่ทำให้ผมสงสัยว่าโครงการจะนะที่นายนิพนธ์ และ ศอ.บต. ที่ พล.อ. ประยุทธ์เป็นประธาน เกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนหรือเพื่อใคร เพราะวันที่  18  สิงหาคม 2563 ครม. มีมติ ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองแก้ไขผังเมือง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ในสามตำบลในอำเภอจะนะ จากพื้นที่สีเขียวที่เป็นพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม และสีเขียวคาดขาวที่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ป่าไม้ ซึ่งเดิมห้ามไม่ให้เอกชนตั้งโรงงงานที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมก็ไปเปลี่ยนให้เป็นสีม่วงเข้ม หรือพื้นที่อุตสาหกรรมหนัก



มีการเปิดโปงของนักข่าว ตั้งคำถามว่าเกี่ยวกับการกว้านซื้อที่ดิน โดยมีนักการเมืองระดับชาติ ที่คนในพื้นที่รู้กันดีเกี่ยวข้อง โดยดำเนินการในนามลูกชาย ทนายคนหนึ่ง และเครือญาติ ซึ่งนี่ทำให้ผมกล่าวหานายนิพนธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน








“เครือข่ายนิพนธ์” เกี่ยวข้องการจัดซื้อที่ดิน



ข้อมูลการซื้อขายที่ดินจากสารบบที่ดินและหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน สำเนาโฉนดที่ดิน ในพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เฉพาะกิจ 3 ตำบล ของ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งก็คือที่ดินที่ท่านจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วง ข้อมูลนี้  ได้มาจากเอกสารของ อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งขอข้อมูลมาจาก สำนักงานที่ดิน จ.สงขลา สาขาจะนะ และข้อมูลที่ได้มามีเพียงเดือนเดียว คือ มกราคม พ.ศ. 2563 เดือนที่ ครม. มีมติ เปลี่ยนสีผังเมือง



ตัวละครสำคัญล้วนเป็นเครือข่ายเครือญาติใกล้ชิดของนายนิพนธ์ ที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น นายนิธิกร บุญญามณี ลูกชายคนเล็กของนายนิพนธ์ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทค้าที่ดิน, นายสิรภพ เริงฤทธิ์ ทนายความคนสนิทของนายนิพนธ์ เคยเป็นพนักงานจ้าง ตำแหน่งผู้ช่วยนิติกร อบจ. สงขลา ในสมัยที่นายนิพนธ์เป็นนายก คนในพื้นที่รู้จักคนคนนี้ดี เพราะเป็นนายหน้าดำเนินการต่างๆ ในพื้นที่แทนนายนิพนธ์และครอบครัว โดยรู้จักกันในชื่อทนายอาร์,  นายวุฒิชัย วัตตธรรม ลูกพี่ลูกน้องของนางกัลยา บุญญามณี ภรรยานายนิพนธ์, นายชัยโรจน์ จิวระประภัทร์ คู่เขยของนายนิพนธ์




คนเหล่านี้คือคนที่มีชื่ออยู่ในสารบบที่ดินและหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินที่ผมได้มา อันนี้เป็นเพียงข้อมูลตัวอย่างส่วนเดียวที่เข้าถึงได้ในเดือน ม.ค. 2563 ที่มีมติ ครม. เห็นชอบโครงการและเปลี่ยนสีผังเมือง และข้อมูลนี้ก็เป็นพื้นที่แค่ 3 ตำบล ของ อ. จะนะ จ.สงขลา ซึ่งไม่รู้ว่าส่วนที่ผมยังเข้าไม่ถึงข้อมูล  ยังมีอีกเท่าไหร่  ซึ่งถ้านายนิพนธ์บริสุทธิ์ใจจริง ขอให้เอาข้อมูลการซื้อขายที่ดิน ของกรมที่ดินท่านดูแลอยู่ ของทั้งปี 2562 และ 2563 มาเปิดให้ประชาชนเห็น แล้วให้กรรมาธิการที่ดินและสภาแห่งนี้ตรวจสอบ






วิธีการแสวงหาประโยชน์ของ “เครือข่ายนิพนธ์”



จากการตรวจสอบ พบเห็นการซื้อขายที่ดินอย่างผิดปกติในช่วงเดือน ม.ค. 2563 ที่ ครม. มีมติให้เปลี่ยนสีผังเมือง โดยพบการกว้านซื้อของรายใหญ่ 2 กลุ่ม



กลุ่มแรก คือกลุ่มเครือข่ายครอบครัวคนใกล้ชิดนายนิพนธ์ พบการซื้อขายทั้งหมด 23 ธุรกรรม โดยเป็นการซื้อขายที่ดินของนายนิธิกร 10 ธุรกรรม จำนวน 34 ไร่มูลค่า 9,400,000 บาท, นายสิรภพ 8 ธุรกรรม จำนวน 52 ไร่ มูลค่า 12,600,000บาท, นายชัยโรจน์ 2 ธุรกรรม จำนวน 181 ไร่มูลค่า 45,500,000 บาท, นายวุฒิชัย  1 ธุรกรรม ไม่น้อยกว่า 180 ไร่ มูลค่า 36,300,000 บาท นางศิรานุช ภูริศักดิ์ไพศาล พี่น้องภรรยานายวุฒิชัย  2 ธุรกรรม จำนวน 11 ไร่ มูลค่า 5,900,00 บาท รวม 5 คนที่เป็นเครือญาตินายนิพนธ์ มีการรับซื้อที่ดิน 23 ธุรกรรม พื้นที่ 464 ไร่ มูลค่า 110 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 236,166 บาทต่อไร่


อีกกลุ่ม ที่มีปริมาณการซื้อที่ดินมากผิดปกติ คือ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP มีการกว้านซื้อที่ดิน 25 ธุรกรรม พื้นที่ 450 ไร่ มูลค่า 271 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 602,608 บาทต่อไร่



ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่า ราคาที่ดินที่บริษัทซื้อจากชาวบ้านอยู่ที่เฉลี่ยไร่ละ 600,000 บาท ขณะที่เครือข่ายนายนิพนธ์ซื้อที่ดินแค่ในราคาเฉลี่ยเพียง 240,000 บาทต่อไร่ เท่านั้น ราคาต่างกันเกินเท่าตัว






มูลค่าที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในมือ “เครือข่ายนิพนธ์”


แต่อย่าเพิ่งดีใจว่า TPIPP  ซื้อที่ชาวบ้านในราคาสูง เพราะมูลค่าซื้อขายที่ดิน 271 ล้านบาทของ TPIPP ในเดือน ม.ค. 2563 มีไม่ถึง 1 ใน 5 เท่านั้นที่ตกถึงมือชาวบ้าน  เพราะในจำนวนการซื้อขายที่ดินทั้งหมด เป็นการซื้อที่ดินจากนายชัยโรจน์และนายวุฒิชัย  224 ล้านบาท หรือ 83%  ส่วนที่ตกถึงมือชาวบ้านแค่ 17% เท่านั้น



นอกจากนี้ ถ้าดูในแง่ของวันที่โอนที่ดิน ใช้ที่วันที่ 21 มกราคม 2563 ที่ ครม. มีมติเห็นชอบโครงการเขตพัฒนาพิเศษจะนะ และให้เปลี่ยนสีผังเมือง โดยถ้าเอาวันเป็นตัวแบ่ง พบว่า หลังวันที่ 21 ม.ค. 63 มีการซื้อที่ดินเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด แค่ 10 วัน มี 25 ธุรกรรม ในขณะที่ก่อนหน้านั้น มี 19 ธุรกรรม ซึ่งผู้ที่ทำการกว้านซื้อมากก่อนวันที่ 21 ม.ค. 63 คือกลุ่มของนายนิธิกรและนายสิรภพ เครือข่ายครอบครัวนายนิพนธ์  ส่วนกลุ่มที่ทำการกว้านซื้อที่ดินมากหลังวันที่ 21 ม.ค. 63  คือบริษัท TPIPP


เครือข่ายครอบครัวนายนิพนธ์รู้ล่วงหน้าว่าจะมีมติ ครม. ออกมาในวันไหน ที่จะมีผลกับราคาที่ดินหรือไม่  ถึงได้เร่งซื้อเร่งโอนที่ดินกันก่อนที่จะมี มติ ครม.ออกมา นายนิพนธ์จึงมีพฤติกรรมใช้ข้อมูลภายในจากฐานะรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติกว้านซื้อที่ดินหรือไม่






ส่วนต่างการพัฒนาที่ไม่ตกถืงมือชาวบ้าน


สำหรับผู้ที่คิดว่าพอมีโครงการพัฒนามาแล้ว ผลประโยชน์จะตกถึงมือชาวบ้าน  ข้อมูลการซื้อขายที่ดินบอกเราว่าไม่จริง  จากข้อมูลการซื้อขายพบว่า กลุ่มของนายนิพนธ์ซื้อที่ดินจากชาวบ้าน 2.5-3 แสนบาทต่อไร่ แพงกว่าราคาตลาดประมาณ 1.5-2 เท่า แต่กลุ่มเครือข่ายครอบครัวของนายนิพนธ์สามารถเอาที่ดินไปขายได้ราคาเพิ่มขึ้นถึงไร่ละ 6-8 แสนบาท กินส่วนต่างราคาที่ดิน 2-3 เท่าจากที่ซื้อมาจากชาวบ้าน



และถ้าบริษัท TPIPP เอาที่ดินไปพัฒนา เกิดนิคมอุตสาหกรรมได้จริง จะสามารถขายที่ดินในนิคมได้ไร่ละ 3 ล้านบาท  มูลค่าที่ดินก็จะเพิ่มขึ้นจากที่ชาวบ้านขายเกิน 10 เท่าตัว


และเพื่อให้เห็นภาพ ผมลองคิดจากที่ดินที่เครือข่ายครอบครัวของนายนิพนธ์รับซื้อในเดือน ม.ค. 2563 จำนวน 464 ไร่  มูลค่าที่ดินที่นายนิพนธ์ซื้อทั้งหมดประมาณ 110 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปขายให้บริษัท TPIPP จะขายได้ 280 ล้านบาท เครือข่ายนายนิพนธ์กินส่วนต่างราคา 170 ล้านบาท



นี่แค่เดือนเดียว,  3 ตำบล และถ้าเกิดนิคมอุตสาหกรรม  มูลค่าที่ดิน 464 ไร่ ที่ TPIPP รับซื้อมาตรงนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,300 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าที่ชาวบ้านขายให้เครือข่ายครอบครัวนายนิพนธ์ 12 เท่าตัว


นี่คือแค่ส่วนเดียว ส่วนน้อย ถ้าคิดเขตผังเมืองสีม่วงทั้งหมด ที่เป็นที่ตั้งโครงการจะนะ 16,753 ไร่ จะทำให้มีเม็ดเงินไปอยู่ในกระเป๋าของ บริษัท TPIPP ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท


นี่แค่ที่ดินอย่างเดียวยังไม่รวมโรงไฟฟ้า ยังไม่รวมปิโตรเคมี อย่าลืมว่ามูลค่าที่ดินที่สูงขึ้นของกลุ่มนายทุน  ต้องแลกมาด้วยวิถีชีวิต ท้องทะเล สิ่งแวดล้อมของชาวบ้านจะนะ 


พี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ดูอยู่ตอนนี้ ใครที่กำลังคิดจะขายที่ดินของท่านให้กับกลุ่มขบวนการเครือข่ายเหล่านี้ ขอให้ท่านกลับไปดูว่าราคาที่เขาจะซื้อได้ราคาถึง 600,000 บาท เท่ากับที่เขาจะเอาไปขายต่อให้นายทุนหรือไม่ ส่วนที่ท่านขายที่ดินไปแล้ว ก็ขอให้ท่านตระหนักไว้ด้วยว่ามีเงินมากกว่านี้ที่ควรจะได้ แต่ไปตกอยู่ในกระเป๋าของเครือข่ายครอบครัวนายนิพนธ์






พฤติกรรมซื้อขายที่ดินอำพราง


เรายังพบมีกรณีการซื้อขายที่ดินอย่างผิดปกติ โดยมีที่ดินแปลงที่ TPIPP รับซื้อจาก 2 คน ที่เป็นเครือญาตินายนิพนธ์ คือ นายวุฒิชัยและนายชัยโรจน์



ในวันที่ 28 ม.ค. 2563 โดย บริษัทรับซื้อที่ดิน นส.3ก. 4 แปลง คิดเป็นพื้นที่รวมทั้งหมด 181 ไร่เศษ จากนายวุฒิชัย ในราคา 105 ล้านบาท และรับซื้อที่ดินราคา นส.3ก. อีก 4 แปลง พื้นที่ไม่น้อยกว่ารวมทั้งหมด 180 ไร่ จากนายนายชัยโรจน์ ในราคา 119 ล้านบาท


นั่นแปลว่าในวันเดียว วันที่ 28 ม.ค. บริษัท TPIPP ซื้อที่ดินจาก 2 คนนี้ รวมกัน ไม่น้อยกว่า 361 ไร่ มูลค่า 226 ล้านบาท คิดเป็นเงิน 85% ของเงินทั้งหมดที่บริษัทซื้อที่ดินในเดือน ม.ค. 2563  ซึ่งการซื้อที่ดินจาก 2 คนนี้ ถึงจะเป็นที่ดินแปลงใหญ่และมูลค่าสูงกว่าที่รับซื้อกันกับชาวบ้านกว่าเท่าตัวก็คงไม่น่าผิดปกติอะไรมากนัก แต่ที่ผิดปกติคือที่ดินแปลงทั้งหมดที่นายวุฒิชัยและนายชัยโรจน์เสนอขายนี้มาจาก บริษัท ทาวน์แอนด์ซิตี้ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่นายนิธิกร บุญญามณี ลูกชายนายนิพนธ์ถือหุ้นอยู่ 75% และนางนิธิยา บุญญามณี ลูกสาวนายนิพนธ์ถือหุ้นอยู่ 17%


โดย นายวุฒิชัยและนายชัยโรจน์ รับซื้อที่ดินมาในวันที่ 24 ม.ค. 2563 ก่อนหน้าที่จะขายให้ TPIPP เพียง 4 วัน เท่านั้น โดยรับซื้อมาในราคารวมกันประมาณ 78 ล้านบาท ผ่านไป 4 วันขาย ได้ 224 ล้านบาท ฟันส่วนต่างเน้นๆ 147 ล้านบาท


อยากถามว่าเป็นไปได้เหรอ เพราะนายวุฒิชัยและชัยโรจน์ ก็เป็นมีศักดิ์เครือญาติกันกับนายนิธิกรและนางนิธิยา เจ้าของ บริษัท ทาวน์แอนด์ซิตี้ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด จึงชวนให้ตั้งข้อสงสัยว่า การออกแบบธุรกรรมแบบนี้  เป็นการซื้อขายที่ดินอำพรางหรือไม่ ถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า การกระทำแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และถาม พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่า  การที่เครือญาติรัฐมนตรีใน ครม. ของท่าน มีพฤติกรรมการซื้อขายที่ดินกับกลุ่มทุน โดยปกปิดอำพรางเช่นนี้ เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่






การใช้อำนาจรัฐมนตรีดำเนินนโยบาย เพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง


หลังจาก ครม. มีมติ เดินหน้านิคมอุตสาหกรรมจะนะ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.)  ที่มี พล.อ. ประวิตร เป็นประธาน ประชุมวันที่ 21 ต.ค.2562 ซึ่งนายนิพนธ์ก็นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนั้นด้วย ได้มีมติให้สำนักงานที่ดิน  จ.สงขลา อ. จะนะ, อ. เทพา, อ. นาทวี สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สนับสนุน การออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินให้กับประชาชนเป็นการเร่งด่วน



หลังมติ กพต. ออกมา นายนิพนธ์ก็รับลูกอย่างรวดเร็ว ผ่าน  “ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จ.สงขลา-นครศรีธรรมราช” เร่งดำเนินการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ โดยในปี 2563 งบฯ ของศูนย์ดังกล่าว อนุมัติเฉพาะ 4 ตำบล ต. นาทับ, ตลิ่งชัน, ป่าชิง, บ้านนา ซึ่งที่อยู่ในเขตสีม่วงทั้งหมด ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ เพราะ จ.สงขลามี 16 อำเภอ มีเพียง 4 อำเภอที่อยู่ในโครงการสำรวจออกโฉนด อ. จะนะมี 14 ตำบล มีเพียง 4 ตำบล ที่เป็นพื้นที่นิคมฯ ที่เป็นเป้าหมายการเดินสำรวจ



แต่ที่คิดว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญก็เพราะประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับนี้ ลงนามโดยนายนิพนธ์ ก็เพื่อเป็นการรวบรวมที่ดิน นส. 3ก. ให้บริษัท TPIPP ไปออกโฉนดหรือไม่






การรวบรวมที่ดิน นส.3 ก.ให้บริษัท TPIPP ไปออกโฉนด


การออกโฉนดที่ดินขนานใหญ่ของกรมที่ดิน บังเอิญเสียเหลือเกินที่เกิดพร้อมกับกลุ่มเครือข่ายเครือญาตินายนิพนธ์ กลุ่มที่ผมได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ทาวน์แอนด์ซิตี้ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ของลูกนายนิพนธ์,นายวุฒิชัย, นายชัยโรจน์ และนายสิรภพ  ซึ่งทำการไล่รวบรวมซื้อเอกสารสิทธิ์ นส. 3ก. จากชาวบ้าน



และบังเอิญอีกเช่นเดียวกัน ที่มีที่ดิน นส. 3ก. จำนวนมากถูกออกเป็นโฉนดโดย TPIPP อย่างพอดิบพอดีกัน เป็นการไปเน้นออกโฉนดให้กลุ่มทุนแต่ละเลยไม่เหลียวแล สค.1, นส. 3ก, ของชาวบ้านที่รอออกโฉนดมากว่า 70 ปี 


ชาวบ้านในพื้นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มเครือญาตินายนิพนธ์ ได้รวบรวมเอกสารสิทธิ์ นส. 3ก. แล้วไปขายต่อให้บริษัท TPIPP เพื่อออกโฉนดที่ดิน และการออกโฉนดที่ดินต้องมีการรับรองจากเจ้าพนักงานที่ดิน จ. สงขลา สาขาจะนะ ซึ่งดูเหมือนว่า การรังวัดออกโฉนดที่ดินของบริษัท TPIPP ที่กลุ่มเครือญาตินายนิพนธ์เป็นนายหน้าให้นั้น จะได้รับความสะดวกมากผิดปกติจากเจ้าพนักงานที่ดิน 


ผมต้องให้หมายเหตุด้วยว่า มีการย้ายเจ้าพนักงานที่ดินสงขลาสาขาจะนะ ในช่วงเดือน เม.ย. 2563 ชาวบ้านในพื้นที่ครหาว่าคนที่ย้ายมาใหม่ ซึ่งเซ็นออกเอกสารสิทธิ์ที่ชาวบ้านคัดค้านกันอยู่ที่ศาลตอนนี้  มีความสนิทใกล้ชิดกับนายนิพนธ์






การออกโฉนดทับที่ กรณีศึกษา สุวีด โสะหนิ


เครือข่ายผลประโยชน์เหล่านี้ ไม่ใช่เพียงทำมาหากินกับนโยบายและการใช้อำนาจรัฐออกโฉนดที่ดิน ยังมีหลายกรณีที่ไปออกโฉนดที่ดินทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน หรือที่เรียกกันว่าออกโฉนดทับ และยังมีการใช้อิทธิพล ข่มขู่กดดันให้ชาวบ้านทำข้อตกลงขายที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม



เช่น กรณีของนายสุวีต โสะหนิ ที่ถูกเครือข่ายนายนิพนธ์ทำสัญญาความตกลงขายสิทธิ์เหนือที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม  ซึ่งได้มีการฟ้องคดีในศาลไปแล้ว เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา


 


นายสุวีด โสะหนิ ทำกินบนที่ดิน 36 ไร่ ในหมู่ที่ 3 ต.ตลิ่งชัน ที่ดินแปลงนี้ได้รับตกทอดมาจากบิดา โดยเป็นที่ดินบุกเบิกมาตั้งแต่รุ่งทวด ต่อมาสุวีดพบว่าที่ทำกินตน ถูกออกเอกสารสิทธิ์ทับ เป็น นส.3ก 3 ฉบับ คือนส.3ก เลขที่  304, นส.3ก เลขที่  305 และ นส.3ก เลขที่  7215 ซึ่งนายสุวีดได้มีการร้องคัดค้าน เรื่องอยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิ์



แต่ต่อมาเมื่อมีโครงการ เกิดขบวนการนายหน้าซื้อที่ดินเพื่อขายต่อให้ TPIPP นายสุวีดพบว่ามีคนมารังวัดที่ดินออกโฉนดในชื่อ “บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด” ซึ่งเมื่อไปตรวจสอบดูเส้นทางการเปลี่ยนมือ  พบว่าเอกสารสิทธิ์ นส.3ก. ก่อนออกเป็นโฉนดของที่ดินทั้ง 3 แปลง มีความเกี่ยวข้องบุคคลในเครือข่ายนิพนธ์ โดยที่ดิน นส.3ก. เลขที่ 304 และ 305 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของเป็นวุฒิชัยก่อนนำไปขายต่อให้บริษัท ส่วนที่ดิน นส. 3ก. เลขที่ 7215 ก็มีนายชัยโรจน์ เป็นนายหน้าให้ TPIPP 




เมื่อที่ทำกินถูกนำไปออกโฉนดในชื่อบริษัท TPIPP  นายสุวิดได้ไปร้องคัดค้านการออกโฉนดที่ดินกับสำนักงานที่ดิน จ.สงขลา สาขาจะนะ แต่สุดท้าย ก็ไม่สามารถยื่นคัดค้านได้



เพราะเอกสารบันทึกข้อตกลงถอนคัดค้านรังวัดออกโฉนดที่ดิน สัญญารับเงิน ที่นายสุวีดไปเซ็นไว้กับนายชัยโรจน์  ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1.ให้นายชัยโรจน์จ่ายเงิน 200,000 บาท 2.และจะชำระเงินเพิ่มเติมอีก 773,965 บาท เมื่อนายสุวีดถอนคำคัดค้านออกจากที่ดินทุกแปลง 3.หากนายสุวีดทำการรังวัดเนื้อที่ดินตามการครอบครองที่ดินได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นหรือมากขึ้น ต้องดำเนินการขายสิทธิการครอบครองให้แก่นายชัยโรจน์ ในราคาไร่ละ 60,000 บาทแต่เพียงผู้เดียว



ตรวจสอบจากเอกสาร ที่ดินที่บริษัท TPIPP รับซื้อจากกลุ่มนายหน้าคือ 600,000 บาท/ไร่  เมื่อเทียบแล้วจะพบว่า กลุ่มของนายนิพนธ์ฟันส่วนต่างกันเป็น 10 เท่า 


จากที่รับฟังมา นายสุวีดบอกว่า ถูกหลอกให้เซ็นเอกสารฉบับนี้ เพราะเข้าใจว่าที่ให้เซ็นคือการซื้อขายที่ดินแค่ 16 ไร่ แต่เมื่อเซ็นไปแล้ว กลับเป็นการขายสิทธิ์การครอบครองที่ดิน ทั้ง 36 ไร่


เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องระหว่างนายชัยโรจน์กับนายสุวีด เพราะอย่าลืมว่านายชัยโรจน์เป็นเครือญาติใกล้ชิดของนายนิพนธ์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดิน และตนได้ข้อมูลมาด้วยว่าในการตกลงซื้อขายที่ดินในครั้งนั้น มีการเรียกชาวบ้านไปเคลียร์ที่บ้านของนายนิพนธ์  เพื่อให้นายสุวีดและชาวบ้านอีกหลายคนยอมขายสิทธิ์ครอบครองที่ดินในราคาถูก  ซึ่งเรื่องนี้นายนิพนธ์กล้ายืนยันหรือไม่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น


เรื่องกฎหมายก็ต้องไปว่ากันในชั้นศาล แต่ในฐานะนักการเมือง การที่คนใกล้ชิดของท่านมีพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนแบบนี้ เหมาะสมกับจริยธรรมนักการเมืองหรือไม่ กรณีนี้ไม่ใช่กรณีเดียวที่มีปัญหา มีที่ร้องเรียนอีกหลายเรื่อง ว่าเจ้าหน้าที่ที่ดิน จ.สงขลาออกโฉนดทับที่ดินชาวบ้าน และเขาลือกันว่าที่ดิน จ.สงขลา เป็นคนสนิทชิดเชื้อนายนิพนธ์







ไม่ใช่เรื่องของเอกชนกับเอกชน


อย่าอ้างว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของนายนิพนธ์ อย่าอ้างว่านี่เป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน เพราะว่าในการซื้อขายที่ดินครั้งนี้กลุ่มเครือข่ายเครือญาติครอบครัวของนายนิพนธ์ มีการเร่งรัดโอนที่ดินก่อนวันที่ 21 ม.ค. ที่ ครม. มีมติ ให้เปลี่ยนสีผังเมือง  พฤติกรรมแบบนี้คือการทุจริต เอาข้อมูลภายในคณะรัฐมนตรีมาให้เครือข่ายครอบครัวหรือไม่  เอารัดเอาเปรียบคนอื่นหรือไม่


ใช่หรือไม่ว่าโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เป็นโครงการที่นายนิพนธ์ใช้ตำแหน่งอำนาจรัฐผลักดันมาโดยตลอด  ตั้งแต่เป็นนายก อบจ. สงขลา มาจนเป็นรัฐมนตรี การใช้อำนาจของท่านก็เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เครือญาติตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การเปลี่ยนสีผังเมือง เจรจาซื้อขายที่ดิน ไปจนถึงการออกโฉนดที่ดินย่างชัดเจนอีกเช่นเดียวกัน ดังนั้น ท่านจะบอกว่าท่านไม่เกี่ยวข้องกับที่การกระทำของบุคคลเหล่านี้ไม่ได้






เบื้องหลังจะนะมีผลประโยชน์มหาศาล


เบื้องหลังจะนะมีผลประโยชน์มหาศาล เกี่ยวพันกันทั้งกลุ่มทุน นักการเมือง และนายหน้าค้าที่ดิน  TPIPP ลงทุนไปแล้วหลายพันล้านบาท จากข่าวที่ได้มาบอกว่ามีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้วกว่า 20,000 ไร่  ปีที่แล้วมีการออกหุ้นกู้เพื่อซื้อที่ดินจะนะ 4,000 ล้านบาท



วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 ที่เราได้เห็นข่าวกัน มี “เวทีรับฟังความคิดเห็นอัปยศ” เกิดขึ้น เพื่อผลักดันให้โครงการนี้ผ่าน มีการใช้กำลังตำรวจกว่า 1,000 นาย ปิดกั้นกลุ่มคัดค้านไม่ให้เข้าร่วมเวที แถมกันรั้วลวดหนามกันกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ให้อยู่ห่างออกไป 3 กิโลเมตร


เราต้องไม่ลืมว่า ในโครงพัฒนาไม่ได้มีแต่ภาพที่รัฐบาลและกลุ่มผลประโยชน์ขายฝัน ยังมีความจริงอีกด้านจากวิถีชีวิต จิตวิญญาณและเลือดเนื้อของชาวบ้านจะนะ



เราเห็นไครีย๊ะห์ ระมันยะ ลูกสาวแห่งทะเลจะนะ ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการปล้นท้องทะเลของเธอ เราเห็นภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องท้องทะเลและบ้านของพวกเขาที่มันย่ำแย่ แต่รัฐบาลส่งทหาร ตำรวจไปคุกคาม ขมขู่ กดดัน ให้ร้าย ประชาชนไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว เราเห็นกลุ่มโต๊ะอิหมามที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านเพื่อปกป้องบ้านเกิด ปกป้องสิ่งแวดล้อม  กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี จาก กอ.รมน. ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน นี่คือการกระทำอันเลวร้ายของรัฐบาล ที่สืบทอดอำนาจมาจากระบอบเผด็จการ


การกระทำที่รัฐบาลอ้างว่าทำเพื่อสร้างความสงบในพื้นที่  แท้จริงแล้วการกระทำนั้นกลับสุ่มไฟแห่งความขัดแย้งในพื้นที่ให้เพิ่มขึ้น โครงการบนพื้นที่ 17,000 ไร่ของจะนะนี้ คือโครงการที่ “นายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาประโยชน์”


 สิ่งที่ท่านกำลังทำ คือกำลังทำลายวิถีชีวิต เศรษฐกิจ จิตวิญญาณ ของพี่น้องชาวท้องทะเลจะนะ เพื่อผลประโยชน์และอำนาจของตนกับพวกพ้อง  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราจึงไม่สามารถไว้วางใจนิพนธ์ให้เป็นรัฐมนตรีต่อไปได้






 “นิพนธ์” ภูมิหลังไม่โปร่งใส: คดีไม่เบิกจ่ายเงิน


นายนิพนธ์ มีประวัติภูมิหลังในสมัยปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา มีเรื่องร้องเรียนค้างอยู่ในศาลและองค์กรอิสระมากมาย มีคดีที่ ปปช. ชี้มูลความผิดแล้วด้วย



ไม่ว่าจะเป็น คดีละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ มิได้อนุมัติงบประมาณเบิกจ่ายเงินให้กับ บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นค่าจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน เป็นเงินทั้งสิ้น 50.85 ล้านบาท จนมีการร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มีการฟ้องคดีไปถึงศาลปกครอง และร้องเรียนไปยัง ปปช. โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า


“การกระทำของนายนิพนธ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายก อบจ.สงขลา มีมูลความผิดฐานเป็นความผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีพฤติการณ์การกระทำการฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 มาตรา 79 ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล และไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนพิจารณาดำเนินการต่อไป”



เรื่องนี้ อย่าอ้างว่าทำเพื่อรักษาประโยชน์ทางราชการ  ที่ท่านอ้างว่าไม่จ่ายเงินเพราะมีการฮั้วประมูลกันนั้น ถ้าท่านบริสุทธิ์จริง ข้อกล่าวหาและเอกสารต่างๆ ของท่านทำไมจึงฟังไม่ขึ้นในทุกหน่วยงาน ตั้งแต่ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สตง.  สำนักตรวจสอบพิเศษ ภาค 15  ศาลปกครอง  ไปจนถึง ปปช. ที่แต่งตั้งมาในยุค คสช. ซึ่งพวกเดียวกันกับท่านเอง


ซึ่งในคำพิพากษาศาลปกครองระบุชัดว่า

“นิติบุคคล 3 ราย ที่ขายรถให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  แต่ละแห่งไม่เคยร่วมการประมูลคราวเดียวกันแต่อย่างใด ไม่ปรากฏการแข่งขันราคากันเอง จึงไม่เป็นการต้องห้ามและผิดระเบียบใดๆ ข้ออ้างเรื่องความเกี่ยวพันของบริษัทจึงมิอาจรับฟังได้ บริษัทที่เสนอราคา ไม่มีความสัมพันธ์ เชิงบริหาร เชิงทุน เชิงถือหุ้นไขว้กันในรูปแบบมีส่วนได้เสีย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” 


ฉะนั้น อบจ. สงขลา จึงต้องจ่ายเงินตามคำพิพากษาเป็นเงิน 52,062,061 พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา 7.5% ต่อปีของเงินต้น ที่ท่านบอกว่าทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน แท้จริงแล้ว ท่านกลับทำให้เงินแผ่นดินของ อบจ. สงขลาเสียหาย ผมสงสัยว่าที่ท่านหน่วงเหนี่ยวไม่ยอมจ่ายเงินกรณีนี้กรณีเดียว เป็นเพราะบริษัทไม่ยินยอมตามข้อเรียกร้องบางอย่างของท่าน นอกเหนือจากสัญญาขายปกติ ใช่หรือไม่?






“นิพนธ์” ภูมิหลังไม่โปร่งใส : กรณีเงินอุดหนุนมิชอบ


อีกเรื่องที่ ป.ป.ช. มีมติ คือคดีเบิกจ่ายเงินอุดหนุนของ อบจ.สงขลา ให้กับสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสงขลา ประจำปีงบประมาณ 2558 และ 2559 รวมวงเงิน 2 ปี 63.3 ล้านบาท


ซึ่งในปี 2558 สมาคมกีฬา จ. สงขลา มีนายนวพล บุญญามณี น้องชายนายนิพนธ์ เป็นนายกสมาคม และในปี 2559 ก็มีนายกสมาคม คือนายนิพนธ์ โดยในฐานะ นายก อบจ. สงขลา ท่านอนุมัติงบให้สมาคมกีฬาซึ่งมีนายนวพลและตนเอง นั่นแปลว่าผู้แทนของหน่วยจ่ายเงินงบประมาณ เป็นคนเดียวกับผู้แทนของหน่วยรับงบประมาณ เรียกว่าชงเอง กินเอง อนุมัติงบเอง ใช้เงินเอง



เรื่องนี้ สตง. ทักท้วงว่า อบจ. จ่ายเงินอุดหนุนสมาคมกีฬา จ.สงขลา เกินอำนาจหน้าที่ เกินขอบเขตส่งเสริมกีฬา และเอาเงินอุดหนุนจาก อบจ. สงขลา “ไปอุดหนุนองค์กรอื่นต่ออีก” ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นสโมสรฟุตบอลที่ท่านเป็นประธานสโมสรอีกหรือไม่? นี่เป็นการเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบ เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่่และมีการส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามหน้าที่และอำนาจของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. 2561


เรื่องนี้ มีมติส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนดำเนินการทางวินัยไปตามหน้าที่และอำนาจ ตามมาตรา 64 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. ซึ่งผู้บังคับบัญชา ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผมจึงทวงถามตรงนี้เลยว่า การดำเนินการทางวินัยกับนายนิพนธ์ที่ตอนนี้เป็นรัฐมนตรีช่วยของท่าน ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว



นอกนี้ยังมีคดีอื่นๆ ปัจจุบันนายนิพนธ์ถูกร้องเรียนกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตรวจสอบสมัยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา อีกเกือบ 10 คดี ที่อยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริง Ffp กรณีน่าสนใจ เช่น กรณีดำเนินโครงการก่อสร้างถนนมุ่งเน้นไปที่ อ. จะนะ, อ. เทพา, อ. สะบ้าย้อย โดยอาศัย มติ ครม. จัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ และมีการเรียกรับผลประโยชน์ 16%


กรณีเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่านายนิพนธ์ บุญยามณี ไม่ใช่คนภูมิหลังขาวสะอาด ไม่น่าไว้วางใจมาตั้งแต่ก่อนเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีกลับแต่งตั้งนายนิพนธ์ คนนี้ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งกำกับดูแลหลายกรม รวมทั้ง กรมที่ดิน ที่มีผลประโยชน์มหาศาล


นี่หรือครับประชาธิปไตยสุจริต? ตามรัฐธรรมนูญ มาตรฐานทางจริยธรรมที่บังคับใช้กับคณะรัฐมนตรี ข้อ 8 “ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ”



ข้อ 17  “ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง” ข้อ 18 “ไม่ปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้บุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่อยู่ในกำกับดูแลหรือความรับผิดชอบตน เรียก รับ หรือยังรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดจากคู่กรณี หรือจากบุคคลอื่นใดในประการที่อาจทำให้กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน”



หรือประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องประมวลจริยธรรมข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551  ก็บัญญัติเอาไว้ว่า ข้อ 17 “ต้องระมัดระวัง มิให้การประกอบวิชาชีพ ของบุคคลในครอบครัว กระทบกระเทือน ต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่”  ข้อ 30 “นายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลรัฐมนตรี ต้องลงโทษ ไม่ปล่อยให้รัฐมนตรีกระทำผิด”



ไม่ว่าตามประมวลจริยธรรมฉบับไหน ล้วนแต่บอกตรงกันว่านายนิพนธ์ ไม่ใช่ผู้มีจริยธรรมเหมาะสมคู่ควรแก่ตำแหน่งรัฐมนตรี


ในอดีต เคยมีเรื่องอื้อฉาวมากมายที่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ลาออก ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, อดีตรัฐมนตรี พม., อดีตเลขาธิการพรรค,  หรือแม้แต่อดีต ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็ล้วนแต่ลาออกด้วยข้อกล่าวหาทุจริต


ผมคิดว่าถึงคิวของนายนิพนธ์ ลาออกเสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะมีการลงมติไม่ไว้วางใจ อย่าให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องมีภาพแปดเปื้อนทุจริต ผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตเชิงนโยบายมากไปกว่านี้เลย






ไม่ไว้วางใจ “นิพนธ์ บุญญามณี”


นายนิพนธ์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลกรมที่ดิน แต่กลับมีเครือญาติเป็นนายหน้าค้าที่ดิน ในพื้นที่ที่ตัวเองผลักดันโครงการ และร่วมออกมติ ครม.ผลักดัน มีการออกนโยบาย และใช้อำนาจในทางบริหารเร่งรัดออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ ใช้ข้อมูลภายในในฐานะรัฐมนตรี ร่วมคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติดำเนินโครงการ เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติกว้านซื้อที่ดิน รวมทั้งรู้เห็นเป็นใจให้ญาติสนิทที่เป็นเครือข่ายตนใช้อิทธิพลทำข้อตกลงขายที่ดินในราคาไม่เป็นธรรม รวมทั้งบังคับ ข่มขู่ กดดัน ให้ชาวบ้านยอมขายสิทธิ์เหนือที่ดินทำกินในราคาถูก ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจให้นายนิพนธ์ต่อไปได้



รวมถึงไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่รู้อยู่แล้วว่าคนคนนี้มีประวัติที่ไม่โปร่งใส ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีเรื่องร้องเรียนอยู่ใน ปปช. นับ 10 คดี แต่ท่านก็ยังแต่งตั้งคนคนนี้ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อีกทั้งในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี และประธาน ศอ.บต. ท่านยังเป็นคนผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษจะนะ ที่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนและเครือข่ายของนายนิพนธ์มหาศาล เหตุนี้ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ ให้สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปเช่นเดียวกัน 





และก็เชื่อว่าพี่น้องชาวจะนะ และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ก็ไม่ไว้วางใจท่านเช่นเดียวกัน

Login