ข้อเสนอก้าวไกล ประชาชนปลอดภัย เศรษฐกิจไม่พัง รับมือโควิดระลอก 3

ข้อเสนอก้าวไกล ประชาชนปลอดภัย เศรษฐกิจไม่พัง รับมือโควิดระลอก 3



เมื่อคืนนี้ หากใครติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล คงจะทราบกันดีว่าได้มีการไลฟ์สดในหัวข้อ ‘โควิดระลอก 3 ประชาชนปลอดภัย-เศรษฐกิจไม่พัง’ ร่วมกับ แพทย์หญิงขวัญปีใหม่ พะนอจันทร์ แอดมินกลุ่ม “เรียนรู้ สู้ Covid” โดยในช่วงเริ่มต้นบทสนทนา หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้เผยผลตรวจโควิด-19 ของตนกับบุตรสาวว่าเป็น ‘ลบ’ (Negative) หรือ ‘ไม่พบเชื้อ’ แต่ก็เตรียมกักตัว 14 วันต่อไปเพื่อรับผิดชอบตามมาตรการสังคมปัจจุบัน


ตลอดการสนทนาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแพทย์หญิงขวัญปีใหม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับตัวโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ 2019 อย่างละเอียดพอสมควร อาทิ ประเด็นสถานการณ์การรับมือของสาธารณสุขต่อระลอกที่ 3 ในตอนนี้, ประเด็นความกังวลเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีน (วัคซีนตัวไหนมีลักษณะพิเศษหรือข้อจำกัดอย่างไรบ้าง, ควรมีวัคซีนหลากหลายมากกว่ากระจุกตัวจริงหรือไม่ เป็นต้น), ประเด็นเรื่องหน้าตาและรูปแบบลักษณะการกลายพันธุ์ของไวรัส (ซึ่งทางแพทย์หญิงขวัญปีใหม่ได้ยกตัวอย่างโดยเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดต่างๆ เพื่อความเข้าใจง่ายยิ่งขึ้นของบุคคลทั่วไป) และหัวข้ออื่นๆ อีกมากมาย


สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับชมหรือต้องการย้อนรับชมไลฟ์ดังกล่าว คลิกที่ลิงก์นี้ได้เลย: https://fb.watch/4OQtIQejIj/






อย่างไรก็ตาม เนื้อหาหลักของการไลฟ์สดเมื่อคืนที่เราต้องการเน้นย้ำให้ประชาชนทุกคน (และจะดีมากถ้าหากเป็นเหล่าทีมงานของรัฐบาลที่กำลังอ่านอยู่ในตอนนี้) ได้รับทราบกันอย่างชัดเจนจริงๆ ซึ่งหัวหน้าพรรคก้าวไกลเองก็ได้ประกาศอย่างชัดเจนไปแล้ว ก็คือ ข้อเสนอของพรรคก้าวไกลต่อรัฐบาลเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์โควิดระลอก 3 ในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีปลอดภัย เศรษฐกิจก็ทรงตัวอยู่ได้ไม่พังทลายไปเสียก่อน โดยเนื้อหามีดังต่อไปนี้:



1) โรงพยาบาลสนาม


  • ตั้งโรงพยาบาลสนามในพื้นที่ระบาดสูงทั้ง 4 มุมเมือง โดยเฉพาะกทม. บวกใช้โรงแรมเป็นพื้นที่กักตัวสำหรับคนที่ไม่มีอาการ เพื่อลดการระบาด บริหารทรัพยากรง่าย



2) โรงพยาบาลปกติ


  • ใช้ศักยภาพในการวินิจฉัย ดูแลเคสหนัก และ ICU อย่างเต็มที่ งดการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น เลื่อนนัดคนไข้ที่ไม่ด่วน เคลียร์ ICU ให้พร้อมรับคนไข้โควิด และมี active surveillance เฝ้าระวังการติดเชื้อของหมอพยาบาลหน้างาน



3) เพิ่มศักยภาพการตรวจหาเชื้อ


  • การตรวจเชื้อต้องทำเป็น Mass Screening ใช้ระบบ pooled testing เพื่อให้ประหยัดน้ำยาและเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจหาเชื้อ โมเดลการ Mass Screening อาจทำได้หลายวิธี เช่น อังกฤษ ส่งชุดตรวจให้ประชาชนถึงบ้านฟรี 2 ครั้งต่อสัปดาห์ อินเดีย ตั้งจุดตรวจเชื้อในห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟ เกาหลีใต้ ทำจุดตรวจแบบไดรฟ์ทรูทั่วประเทศ



4) จัดหาและฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


  1. เอกชนที่มีศักยภาพจัดหาวัคซีน สามารถทำได้ทันที
  2. รัฐจัดซื้อวัคซีนหลากหลายยี่ห้อ โดยเน้นที่ป้องกันไวรัสชนิดกลายพันธุ์ได้ โดยยอมจ่ายราคาแพงเพื่อให้ได้วัคซีนเร็วที่สุด แล้วนำวัคซีนที่ซื้อมา ขายให้ รพ.เอกชน โดยมีเงื่อนไขว่าแต่ละรพ.ที่ซื้อวัคซีนไปจากรัฐ จะต้องมีโควต้าฉีดวัคซีนฟรีให้กับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงรพ. ในอัตราส่วน 10-15% ของวัคซีนที่ขายทำกำไร
  3. กำหนดให้ว้คซีนเป็นสินค้าควบคุม ห้ามขายราคาแพงเกินจริง



5) ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นสำหรับประชาชน


  1. เปิดเผยข้อมูลศักยภาพด้านสาธารณสุขของแต่ละจังหวัด/ พื้นที่ ใกล้ตัวของประชาชน เพื่อให้รู้ได้ว่าถ้าต้องการไปตรวจโควิดหรือ ไม่สบายจากโควิดหรือโรคอื่นๆ จะต้องไปที่โรงพยาบาลไหน
  2. เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน ว่าประเทศสามารถกระจายวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลหรือศูนย์กระจายวัคซีนที่ไหนบ้าง มีกี่โรงพยาบาล กี่ศูนย์ทั่วประเทศ จะได้รู้ว่าประชาชนจได้เขื่อมั่นว่ามีวัคซีนพอ และรู้ว่าไปรับวัคซีนได้ที่ไหนบ้าง

Login