‘ก้าวไกล’ ประสานเสียงเรียกร้องผู้มีอำนาจตุลาการทบทวนสิทธิประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112

‘ก้าวไกล’ ประสานเสียงเรียกร้องผู้มีอำนาจตุลาการทบทวนสิทธิประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112


“การธำรงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรมต้องยึดหลักการทุกคนคือผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสินถึงที่สุด” – ‘ก้าวไกล’ ประสานเสียงเรียกร้องผู้มีอำนาจตุลาการทบทวนสิทธิประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112


จากเหตุของการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งรวมถึงประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้นักกิจกรรมอย่างน้อย 20 คน ถูกคุมขังในเรือนจำโดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งทุกคนล้วนเป็น ‘ผู้บริสุทธิ์ต่อหน้ากฎหมาย’ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการสู้คดีหรือยังไม่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุด และในขณะนี้มีผู้ถูกกล่าวหา 3 คน เรียกร้องเพื่อขอคืนสิทธิอันพึงได้รับคืนด้วยการ ‘อดอาหาร’ หนึ่งในนั้นคือ ‘เพนกวิน’ พริษฐ์ ชิวารักษ์ อดอาหารเป็นเวลานานที่สุดถึง 38 วัน หรือถึงจุดที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เสียงของพวกเขาควรไปถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ให้พึงตระหนักได้แล้วว่า “สิทธิในการประกันตัวที่พวกเขาพึงมีได้ถูกล่วงละเมิด” และถึงเวลาแล้วที่จะคืนสิทธิโดยชอบเหล่านี้คืนให้กับพวกเขา


สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา

โฆษกพรรคก้าวไกล และ ส.ส.จังหวัดนครปฐม ระบุว่า เพนกวิน ได้ถูกเบิกตัวขึ้นศาลในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีการชุมนุม MobFest ในประเด็นเกี่ยวการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เรียกร้องให้กษัตริย์ธำรงตนภายใต้รัฐธรรมนูญ พร้อมขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอัยการฟ้องว่า คำปราศรัยเข้าข่ายข้อหาตามมาตรา 112 และมาตรา 116 เป็นเวลากว่า 2 เดือนที่เพนกวินและอีกหลายๆคน ยังไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด พวกเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ศาลยังไม่ได้ตัดสินตอนนี้เพนกวินมีสภาพอิดโรย ตามคำบอกเล่าของทนายและคุณแม่ต่อสื่อมวลชน เนื่องจากอดอาหารเป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือน เพนกวินได้แถลงปฏิเสธกระบวนการในชั้นศาล เนื่องจากไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่


“เพนกวินยังขอถอนทนายความที่มีอยู่ทั้ง 3 คน ด้วยเหตุผลที่ว่าตนเองยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ศาลกลับคุมขังราวกับว่าเป็นอาชญากรร้ายแรง ด้านคุณแม่ยื่นขอประตัวลูกชายชั่วคราว เนื่องจากสุขภาพร่างกายไม่ดี มีโรคประจำตัว อยากให้ลูกได้รับการรักษา แต่ศาลก็ปฏิเสธไม่ให้ประกันตัว ล่าสุด พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอดข้าวของเพนกวินว่าเป็นสิ่งที่เจ้าตัวตัดสินใจเอง การอดข้าวจะไปเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ จึงอยากบอกพลเอกประยุทธ์ว่า ท่านคงไม่เข้าใจการต่อสู้ของคนธรรมดา คนที่ไร้อำนาจ พวกเขาคือประชาชนธรรมดาที่ต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองโดยไม่มีอะไรจะเสีย ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันนอกจากใช้ร่างกายตัวเองเป็นเดิมพัน ท่านคงไม่เข้าใจ เพราะท่านมีชีวิตที่ดี ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ได้ดั่งใจไปเสียหมดทุกเรื่องจนเคยตัว”


“การจองจำราษฎร แล้วไม่ให้ประกันตัว ทั้งๆที่ศาลยังไม่ตัดสิน เป็นเรื่องร้ายแรงในสังคมประชาธิปไตย กระบวนการที่บิดเบี้ยวไม่อาจเป็นที่เคารพและสร้างศรัทธาได้อีกต่อไป การกีดกันไม่ให้ต่อสู้ตามสิทธิที่พึงกระทำได้จะเป็นแรงเหวี่ยงกลับไปที่สถาบันหลักของประเทศ คนในสังคมตระหนักรู้ ตื่นรู้หมดแล้วกับเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรมทางการเมือง การใช้มาตรา 112 พร่ำเพรื่อเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อสถาบันเลยแม้แต่น้อย หยุดกักขังพวกเขา และเปิดโอกาสให้เขาออกมาสู้ตามแบบที่ควรจะเป็น พวกเขาเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่นักโทษแต่อย่างใด”


ขณะที่ รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุคเช่นกันว่า


“น่าอนาถใจที่จนวันนี้ บรรดาผู้มีอำนาจหน้าที่ซึ่งไม่ใช่ใครนอกจากศาล ยังคงปิดหูไม่รับฟัง ไม่รู้สึกรู้สา ปล่อยให้ชะตากรรมของคนเหล่านี้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปสู่ปลายทางที่สังคมเริ่มมองเห็นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นั่นคือความตาย จากกรณี คุณอำพล ตั้งนพกุล หรือ ‘อากง’ ถูกอัยการฟ้องคดีมาตรา 112 จากข้อกล่าวหาว่าเขาส่ง SMS ข้อความหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ไปหาเลขานุการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว แม้จะไม่เห็นความเป็นไปได้เลยที่ชายชราธรรมดาคนนี้จะหนีคดีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายอื่นๆ และในเวลานั้นจำเลยก็มีโรคประจำตัวคือมะเร็ง สมควรได้รับการรักษาและเฝ้าระวังอาการเป็นอย่างดี นับแต่วันฟ้องคดี 18 มกราคม 2554 จนถึงวันที่ขอถอนอุทธรณ์คดี 3 เมษายน 2555 รวมเวลา 1 ปี 2 เดือน 17 วัน มีการยื่นขอประกันตัว 4 ครั้ง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว 3 ครั้ง ยื่นฎีกาคำสั่งไม่ให้ประกันตัว 1 ครั้ง แต่ศาลไม่เคยคืนสิทธิในการประกันตัวกลับมาเลย จนในอีก 1 เดือนต่อมา อากงอำพลก็เสียชีวิตลงในเรือนจำ”


“ถามว่าประเทศชาติได้อะไรจากกรณีนี้บ้าง กระบวนการยุติธรรมได้รับความเชื่อถือมากขึ้นหรือไม่ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพเทิดทูนมากขึ้นหรือไม่ ก็ไม่เลย พระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์และกฎหมายอาญามาตรา 112 กลับยิ่งถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงจากสังคมไปทุกสารทิศ จากคนที่ไม่เคยทราบไม่เคยสนใจ ก็เริ่มหันมามองเรื่องดังกล่าว และเกิดคำถามขึ้นเป็นวงกว้าง แล้วการใช้มาตรา 112 และการไม่ให้การประกันตัวครั้งนั้น ก็นำมาสู่การทำให้สถาบันอันควรเป็นศูนย์รวมจิตใจ ไปจนถึงกระบวนการยุติธรรมสั่นคลอนอย่างไม่เคยมีมาก่อน เเละกลับมาที่คำถามเดียวกัน การไม่ให้จำเลยคดีการเมือง จำเลยมาตรา 112 ประกันตัวออกมาสู้คดีตามสิทธิ์ที่ประชาชนไทยพึงมี ประเทศชาติต้องแลกกับอะไรไปบ้าง”


“กระบวนการยุติธรรมที่ถูกตั้งคำถามหนักกว่าเดิมเรื่องการถูกแทรกแซง กระบวนการจำกัดการติดต่อระหว่างผู้ต้องหา ทนาย และครอบครัว จนถูกจับตาเรื่องสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ไปจนถึงว่าขณะนี้ เพนกวิ้น รุ้ง ฟ้า อดอาหารมาเป็นเวลานานมากพอที่จะเสียชีวิตลงเมื่อไรก็ได้ เพียงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัว สมมติว่าผู้ที่ถูกจองจำเหล่านี้อดอาหารจนเสียชีวิตคาคุกไป มลทินของกระบวนการคัดค้านการประกันตัวของกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้จะหนักหนากว่ากรณีของอากงมากขนาดไหน อย่าลืมว่ากรณีนี้สังคมกำลังจับตาดูอยู่ มีบรรดาครอบครัวและผู้ห่วงใยไปทำกิจกรรมหน้าศาลทุกวันติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตอนนี้ยังไม่สาย ที่จะพิจารณาถึงข้อเท็จจริงต่างๆว่า หากการธำรงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรมต้องยึดหลักการที่ว่าทุกคนคือผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะตัดสินถึงที่สุด และความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม”


เช่นเดียวกับ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุคเเฟนเพจส่วนตัวของตนเพื่อเรียกร้องต่อความยุติธรรมให้แก่ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ว่า ในฐานะผู้แทนราษฎรคนหนึ่งขอเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจและมีสิทธิพิเศษที่จะใช้ดุลยพินิจคดีมาตรา 112 ดังนี้ ขอให้ลงโทษการกระทำของคน มิใช่ลงโทษความคิดของคน กฎหมายอาญาเป็นกฏหมายที่กระทบกับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลโดยตรง การใช้ดุลยพินิจต้องคำนึงถึงความยุติธรรมเฉพาะกรณี หรือเฉพาะบุคคลด้วย


“การใช้ดุลยพินิจกำหนดโทษต้องไม่เป็นไปตามทฤษฎีแก้แค้น หรือทฤษฎีข่มขู่ยับยั้งการใช้เสรีภาพ และการใช้ดุลยพินิจเป็นอำนาจและเป็นสิทธิพิเศษของศาล เกี่ยวข้องกับการใช้วิจารณญาณส่วนตนของผู้พิพากษา การลงโทษนั้นมีประโยชน์และจำเป็นแต่ต้องมิใช่การลงโทษความคิดของคน ขอเรียกร้องการคืนสิทธิประกันตัวให้ผู้ต้องหาที่เพียงแต่โดนกล่าวหา คดีของพวกเขายังไม่เข้าสู้ขั้นตอนสืบพยานปากแรกเลยด้วยซ้ำ วันที่พวกเขาเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ไม่ใช่นักโทษ กักขังพวกเขาไว้ทำไม”


ขณะที่ทวิตเตอร์ส่วนตัวของ เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความเรียกร้องให้คืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 โดยระบุว่า ให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อได้เห็นดอกผลของความเปลี่ยนแปลงที่คนรุ่นเราถากถางเอาไว้และส่งไม้ต่อให้คนรุ่นเขาได้สร้างอนาคตที่ดีของเขาเอง เพนกวิน-รุ้ง คุณจงมีชีวิตอยู่เพื่อรอดูการเปลี่ยนแปลง เวลาเดินไปข้างหน้า เมื่อวันนั้นมาถึง เวลาจะอยู่ข้างเรา

Login