23-24 นี้ จับตาประชุมสภาแก้รัฐธรรมนูญ ก้าวไกลยืนยัน #ปิดสวิตช์สว

23-24 นี้ จับตาประชุมสภาแก้รัฐธรรมนูญ ก้าวไกลยืนยัน #ปิดสวิตช์สว



23-24 มิ.ย. นี้ ร่วมกันติดตามการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 13 ฉบับ – ‘ก้าวไกล’ ย้ำจุดยืน ยกเลิก ม.272 ปิดสวิตช์ ส.ว.



เข้าสู่สัปดาห์ของการแก้รัฐธรรมนูญกันอีกครั้ง พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ชวนทุกท่านร่วมจับตามาดูกันว่า การอภิปรายครั้งนี้มีประเด็นใดบ้างที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด



โหมโรง : ‘ชวน’ ปัดตกร่างแก้ไข ม.256 ของเพื่อไทย


สัปดาห์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรแถลงยืนยันไม่บรรจุญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ต่อประเด็นนี้ (แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอ ซึ่งจำกัดอำนาจสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ห้ามแก้ไข หมวด 1 และหมวด 2)

พรรคก้าวไกลเห็นว่า รัฐสภามีอำนาจที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่พรรคเพื่อไทยยื่นเสนอมา เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า หากจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบเสียก่อน แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องทำในขั้นตอนใด และไม่ได้บอกว่ารัฐสภาไม่สามารถพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้มี สสร. ได้ นอกจากนี้ การบรรจุหรือไม่บรรจุวาระในครั้งนี้เป็นหลักการที่คล้ายคลึงกับเมื่อสมัยประชุมที่แล้ว ซึ่งชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ได้บรรจุวาระการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ในวาระที่ 3 หลังจากที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

“จึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ประธานรัฐสภาด่วนตีความเสียเองว่า ร่างดังกล่าวไม่สามารถบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาได้ ทั้งที่เป็นการเสนอญัตติที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากจะหาข้อยุติว่าต้องไปจัดทำประชามติก่อนจะพิจารณาวาระที่ 1 ได้ ก็ควรเป็นมติของที่ประชุมรัฐสภาฯ ไม่ใช่ความเห็นของประธานรัฐสภาแต่เพียงผู้เดียว”

รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลแถลง





22 มิถุนายน 2564 : จับตาเกมเตะถ่วงร่าง ‘พ.ร.บ.ประชามติ’

ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติ พิจารณามาถึง มาตราที่ 55 เหลือเพียง 12 มาตรา จาก 67 มาตรา ที่รอการพิจารณาเพื่อลงมติในวาระที่ 2 และ 3 โดยสภาสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวได้

“ทันทีที่ พ.ร.บ.ประชามติ ประกาศใช้ พรรคก้าวไกลจะเสนอญัตติด่วนให้รัฐสภาพิจารณามีมติให้คณะรัฐมนตรีจัดทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นชอบหรือไม่ที่จะตั้ง สสร. เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 … ก่อนหน้านี้ทั้ง ส.ว.และพรรคพลังประชารัฐ อ้างมาตลอดว่าต้องถามประชาชนก่อนและใช้เป็นเหตุผลในการโหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ในสมัยประชุมที่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เห็นชอบให้มีการทำประชามติ เราจึงอยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้ติดตามดูว่า ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. จะตีรวน เตะถ่วง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฉบับนี้อีกครั้งหรือไม่”





!!! 23-24 มิถุนายน : ร่วมกันมุ่งเป้าใหญ่ ยกเลิก มาตรา 272 ให้สำเร็จ !!!

ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม 13 ฉบับ พรรคก้าวไกลได้รับการจัดสรรเวลาตามสัดส่วน 75 นาที มีผู้อภิปรายเอาไว้ 4-5 คน

จุดยืน : ยกเลิก มาตรา 272 อำนาจของ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะมีปัญหาทั้งที่มาที่ไม่มีความยึดโยงกับประชาชนจึงไม่มีความจำเป็นที่ ส.ว. ทั้ง 250 คน จะมีอภิสิทธิ์ในการเลือกนายกรัฐมนตรีเทียบเท่ากับ ส.ส. 500 คน ที่เป็นตัวแทนของประชาชน

คัดค้าน : การแก้ไข มาตรา 144 และ 185 ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องให้สามารถแทรกแซงเพื่อหาผลประโยชน์จากข้าราชการและงบประมาณแผ่นดินโดยมิชอบได้


การอภิปรายครั้งนี้จะแสดงให้ประชาชนและสังคม เห็นว่า การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคพลังประชารัฐมิได้เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง แต่เป็นการปูทางเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง


ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง ที่ผ่านมามีความพยายามโจมตีพรรคก้าวไกลว่าเป็นผู้เสียประโยชน์จากการเสนอแก้ไขระบบการเลือกตั้ง ยืนยันอีกครั้งว่า เรามุ่งหมายที่จะเป็นพรรคการเมืองของมวลชน เป็นสถาบันทางการเมือง เราพร้อมกับทุกระบบการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น หากการเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม

แต่สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าเรื่องพรรคใดจะได้ประโยชน์ หรือเสียประโยขน์ คือต้องถามว่าประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ ประชาชนจะได้อะไรจากการแก้ไขระบบเลือกตั้ง หากการแก้ไขระบบเลือกตั้งนำไปสู่การครอบงำสภาโดยพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หากการแก้ไขระบบเลือกตั้ง ไม่สามารถนำสังคมออกจากวังวนความขัดแย้งได้ และหากการแก้ไขระบบเลือกตั้งไม่สามารถสะท้อนเสียงความต้องการของพี่น้องประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงได้ คิดว่า พรรคการเมืองที่เสนอเรื่องนี้ไม่ได้มองประชาชนเป็นศูนย์กลาง

และที่สำคัญ ประชาชนและสังคมควรได้รับทราบว่าระบบเลือกตั้งแบบสองใบ ไม่ได้มีเพียงแบบที่พรรคพลังประชารัฐหรือพรรคเพื่อไทยเสนอเท่านั้น แต่ยังมีอีกระบบที่สะท้อนเสียงความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ดีกว่า เรียกว่าได้ 3 อย่าง คือ ได้เลือกคนที่ชอบ ได้เลือกพรรคที่ใช่ และได้จำนวน ส.ส. ในสภาฯ ให้มีสัดส่วนที่ถูกต้อง เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ใช้สิทธิทั่วประเทศ


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าระบบการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร คงไม่สำคัญไปกว่าการที่ 250 ส.ว. (ที่มาจากการตั้งของ คสช.) ยังคงมีอำนาจที่บิดเบี้ยว สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้อยู่ ก็ทำให้การสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นประเด็นหลักที่พรรคก้าวไกลจะผลักดัน ก็คือการ “ปิดสวิตช์ ส.ว.”

ส่วนเรื่องรายละเอียดระบบเลือกตั้ง หรือประเด็นอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญที่ควรต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นนั้น เป็นหน้าที่ของ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับฉันทามติใหม่อีกครั้งหนึ่ง

Login