‘3,032’ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตที่สูญเสียจากรัฐบาล***

‘3,032’ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตที่สูญเสียจากรัฐบาล***


ตัวเลขยอดรวมผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในประเทศไทยทะลุ 3,000 คนแล้วในวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 แม้ตัวเลขจะฟังดูไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า “3,032” ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่มันคือชีวิตของพ่อแม่พี่น้องลูกหลานใครบางคนที่ต้องสูญเสียไป

ในช่วงต้นปี เราวิจารณ์นโยบายการบริหารจัดการวัคซีนที่ผิดพลาดของรัฐบาล การแทงม้าตัวเดียวโดยยึดติดกับการให้ AstraZeneca เป็นวัคซีนหลักเพียงตัวเดียวของประเทศไทย แต่เรากลับถูกรัฐบาลออกมาตอบโต้อย่างหนักแน่นรุนแรง และยืนยันว่าสิ่งที่ตัดสินใจนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว

แต่สุดท้ายเมื่อสถานการณ์ล่วงเลยผ่านไปหลายเดือน มีการระบาดระลอกใหม่พร้อมเชื้อสายพันธุ์เดลต้าที่รุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่าแผนวัคซีนตอนแรกนั้น “ช้าไปและน้อยไป” เป็นอย่างไร และแม้ถึงเวลาจะต้องส่งมอบกันจริง ก็ยังไม่สามารถจัดส่งวัคซีนได้ตามจำนวนและเงื่อนเวลาที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้เองด้วย

กว่ารัฐบาลจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว แต่ก็ยังไม่แคล้วจะกล้ายอมรับความผิดพลาดและร่วมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายช่วยกันหาทางแก้ไข ซ้ำร้ายยิ่งกว่าเดิมยังมีส่วนร่วมในการปกปิดสัญญาวัคซีน ทั้งที่บริษัทวัคซีนดังกล่าวไม่สามารถส่งมอบได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยก็ไม่ได้ใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่แล้วเพื่อแก้ไขสถานการณ์ใดๆ ให้ดีขึ้นเพื่อให้คนไทยได้รับวัคซีนที่ดีเพียงพอ มากเพียงพอ และเร็วเพียงพอ

วัคซีนที่มาช้าเพียง 1 วัน เท่ากับตัวเลขคนตายเพิ่มขึ้นเหยียบหลักร้อย วัคซีนมาช้า 1 เดือน จะมีคนสูญเสียไปอีกเท่าไหร่?

ล่าสุด วันนี้รัฐบาลเพิ่งออกมายอมรับว่าซุปเปอร์ดีลวัคซีน AstraZeneca จะไม่สามารถส่งมอบได้ 61 ล้านโดสตามที่สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ และขอปรับเลื่อนออกไปเป็นเดือนพฤษภาคม 2565

อย่าลืมว่าตัวเลขผู้เสียชีวิต 3,000 รายนั้น มาจากเชื้อโรคโควิดเท่านั้น ไม่นับถึงผู้ที่ฆ่าตัวตายจากปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลเยียวยาไม่ทั่วถึง ปัญหาเตียงล้นจนมีผู้ป่วยบางคนทนไม่ไหวต้องฆ่าตัวตายเพราะทรมาน หรืออีกหลายคนที่ฆ่าตัวตายเพราะรับไม่ได้กับการสูญเสียบุคคลที่รักจากโควิดไป

เราขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียทุกคน

แต่ต้องพูดความจริงอีกว่าตั้งแต่การระบาดระลอกล่าสุด เดือนเมษายน 2564 เป็นต้นมา เราก็ยังไม่เห็นวี่แววสัญญาณว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตรายวันจะมีแนวโน้มลดลงได้เลย


เราจึงต้องย้อนกลับมาที่คำถามสำคัญว่า


รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และประชาชนชาวไทย จะสามารถทนกับสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน?

Login