พังไม่เป็นท่า ซุปเปอร์ดีลวัคซีนม้าเต็ง! (ล่าสุด เลื่อนไปพฤษภา 65 อีก)

พังไม่เป็นท่า ซุปเปอร์ดีลวัคซีนม้าเต็ง! (ล่าสุด เลื่อนไปพฤษภา 65 อีก)


พังไม่เป็นท่า ซุปเปอร์ดีลวัคซีนม้าเต็ง ล่าสุดรัฐบาลเผยแอสตร้าขอเลื่อนส่งช้าไปอีกครึ่งปี กว่าจะครบ 61 ล้านโดส ปาไปพฤษภาคม 2565

คำถามที่ก้องอยู่ในใจของประชาชน ก็คือ ในเมื่อประชาชนมีความชอบธรรมที่จะได้รับวัคซีนได้ตามแผนการจัดหาวัคซีน 10 ล้านโดสต่อเดือน และรัฐมนตรีก็ได้ให้คำมั่นเอาไว้กลางสภา เหตุใดรัฐบาลจึงไม่พยายามที่จะหารือกับ AstraZeneca ในการปรับลดการส่งออกวัคซีน เพื่อให้คนไทยได้รับวัคซีนตามสิทธิที่พึงได้รับ ทำไมรัฐบาลถึงไม่รักษาผลประโยชน์ ไม่ปกป้องชีวิตของประชาชน”

อีกทั้งเมื่อเช้าวันนี้ วันที่ 15 กรกฎาคม ในรายการเจาะลึกทั่วไป ก็เพิ่งได้ทราบความจริงจากสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยว่า “วัคซีน AstraZeneca จำนวน 61 ล้านโดส ตามแผนที่ต้องส่งมอบให้ประชาชนคนไทยภายในเดือนธันวาคม 2564 ได้ถูกขยายออกไปเป็นเดือนพฤษภาคม 2565 และแจ้งด้วยว่า AstraZeneca จะส่งมอบวัคซีนให้กับรัฐบาลไทย 40% ของกำลังการผลิต ซึ่งก็คือ ราวๆ 6 ล้านโดสต่อเดือน” ซึ่งก็ไม่เป็นไปตามแผนการจัดหาวัคซีนเดือนละ 10 ล้านโดส ตามที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นเอาไว้กับประชาชนคนไทย

และยังได้บอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ในสัญญาไม่ได้กำหนดระยะเวลาการส่งมอบ แต่อย่างไรก็ตาม โดยหลักการแล้วแม้ว่าจะไม่มีการกำหนดระยะเวลาการส่งมอบเอาไว้ในสัญญา แต่ก็ต้องระบุถึงแผนประมาณการการส่งมอบ ซึ่งไม่มีไม่ได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำเอาแผนประมาณการการส่งมอบนั้น มาชี้แจงให้กับประชาชนคนไทยทราบ

“พรรคก้าวไกลเชื่อว่า ข้อความนี้น่าจะอยู่ในสัญญาบริเวณที่ถมดำที่ปิดบังไว้ไม่ให้ประชาชนทราบ ดังนั้นพรรคก้าวไกลขอเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลเเละเอกสารดังกล่าวโดยเร็วที่สุด คำถามที่ยังกึกก้องอยู่ในหัวใจของประชาชนคนไทยทุกคนในตอนนี้ก็คือ ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอนุทิน ชาญวีรกูล เเละสาธิต ปิตุเตชะ ยอมให้มีเลื่อนการจัดส่งวัคซีนได้อย่างไร และเหตุใดจึงไม่พยายามที่จะจำกัดการส่งออกวัคซีน เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รับ ทั้งๆ ที่ คุณอนุทิน เคยบอกเอาไว้ชัดว่า “จะไม่มีวันที่คนไทยจะถูกตัดคิว ไม่มีวันที่จะมีคนมาแย่ง ไม่มีวันที่จะไม่ถึงมือคนไทย”


ข้อสังเกตใหม่ อาจไม่เคยมี “ไทยต้องได้ก่อน” ในสัญญา

เมื่อมาตรวจสอบเอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับสัญญาวัคซีน AstraZeneca ที่ได้รับมาจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พบเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ในเอกสาร Letter of Intent หนังสือแสดงเจตจำนงก่อนการทำสัญญา รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยคุณอนุทิน ได้ไปลงนามเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 ย้ำว่า วันที่ 12 ตุลาคม 2563 โดยในหัวข้อที่ 1. ข้อย่อย C. ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า


“Agreeing to the export of the vaccine without limitations, based on the constructive discussion between MOPH and AstraZeneca”
แปลได้ว่า” ได้ตกลงในเงื่อนไขการส่งออกวัคซีนโดยปราศจากข้อจำกัด ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการหารือกันอย่างสร้างสรรค์ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข และ AstraZeneca”


แม้ว่าหนังสือฉบับนี้จะไม่มีผลผูกพันกับกฎหมายเเต่เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องถามต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และอนุทิน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ และคุณอนุทิน ต้องตอบประชาชนว่า ทำไมถึงไปแสดงเจตจำนงในการทำสัญญาอย่างนั้น ไปตกลงให้มีการส่งออกโดยปราศจากข้อจำกัดได้อย่างไร แล้วเงื่อนไขการอุดหนุนวงเงิน 600 ล้านบาทให้กับ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด โดยระบุเงื่อนไขว่า “จะได้รับการส่งมอบวัคซีนเป็นอันดับแรกตามความต้องการ ที่เหลือจึงนำไปส่งออก” เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 นั้นไม่มีความหมายเลยหรืออย่างไร และเมื่อรู้ทั้งรู้อย่างนี้แล้ว ยังกล้าลงนามในสัญญาทุนอุดหนุนให้กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2563 ได้อย่างไร

“ที่สำคัญ ตกลงที่ประชาชนอยากรู้ที่สุด ก็คือ ในที่สุดแล้ว มีประโยคที่ระบุว่า “รัฐบาลไทยจะได้รับการส่งมอบวัคซีนเป็นอันดับแรก ที่เหลือจึงจะนำไปส่งออกได้” อยู่ในสัญญาหรือไม่ และสัญญาที่ได้รับมอบมาในตอนนี้ คือ สัญญาวัคซีน 26 ล้านโดส แล้วอีก 35 ล้านโดส นั้นอยู่ในสัญญาฉบับไหน หรืออยู่ในส่วนที่ถูกถมดำตรงไหน ประชาชนอยากทราบเป็นอย่างยิ่ง และถ้าไม่มีเงื่อนไขที่ประชาชนคนไทย ต้องได้รับวัคซีนก่อนเป็นอันดับแรก อยู่ในสัญญา ก็ต้องถามว่า แล้วในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คุณอนุทินไปพูดให้คำมั่นกับประชาชนว่าว่า “วัคซีนของเราจะไม่มีวันถูกตัดคิว ไม่มีวันที่จะมีคนมาแย่ง ไม่มีวันที่จะไม่ถึงมือของเรา เพราะผลิตอยู่ในบ้านของเรา” ได้อย่างไร”


โกหกคำโตกลางสภา? ถึงเวลา ‘อนุทิน’ ต้องตอบประชาชน

“นี่เป็นการโกหกประชาชนกลางสภา รัฐบาลต้องชี้แจงให้กับประชาชนรับทราบ เพราะเป็นการทำสัญญาที่ยอมให้เข้ามาผลิตวัคซีนในประเทศไทย ทั้งที่รู้แต่แรกว่าไม่สามารถจำกัดการส่งออกได้ใช่หรือไม่”

รัฐบาลไทยมี พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีน ที่บังคับได้ก็จริง แต่ นายสาธิต ก็ระบุเช่นกันว่า การใช้กฎหมายอาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อความในหนังสือเเสดงเจตจำนงค์ letter of intent ที่รัฐบาลตกลงไว้เเต่เเรก เเละต้องถามย้อนกลับนายสาธิต ว่าหนังสือดังกล่าว มีผลผูกพันกับรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จริง อาจจะต้องถามย้อนไปยังแอสตร้าเซนเนก้าไทยเเลนด์ให้ชี้เเจงถึงสัญญาที่ทำไว้กับรัฐบาลไทย

“และหากรัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่าทำสัญญาเเล้วมีผลผูกพันตามมา รัฐบาลต้องรับผิดชอบ กรณีที่นายอนุทิน ได้เคยชี้เเจงต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่ามีวัคซีนเต็มเเขนประชาชน กรณีนี้สิ่งที่เต็มเเขนประชาชนก็คงเป็นเชือกสายสิญจน์ที่รัดมัดตราสังประชาชนที่ตายจากโรคใช่หรือไม่ นายอนุทิน จะต้องชี้แจงในเรื่องนี้และต้องมีคำตอบให้ประชาชนต่อกรณีที่เกิดขึ้น

Login