กมธ.งบ 65 ปัดข้อเสนอตัดงบก้าวไกลทั้งหมด – จับตาตีเช็คเปล่า 16,000 ล้าน ให้ประยุทธ์

กมธ.งบ 65 ปัดข้อเสนอตัดงบก้าวไกลทั้งหมด – จับตาตีเช็คเปล่า 16,000 ล้าน ให้ประยุทธ์


ด่วน! กมธ. งบ 65 ปัดข้อเสนอตัดงบฟุ่มเฟือยที่ ‘ก้าวไกล’ เสนอทิ้งเกลี้ยง เตรียมดึงงบที่ตัดเข้างบกลาง ตีเช็คเปล่าให้ประยุทธ์


เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ในกรรมาธิการงบประมาณ 65 มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญ คือการพิจารณารายการเพิ่มและเปลี่ยนแปลงงบประมาณ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่อนุกรรมาธิการต่างๆ เสนอปรับลดงบประมาณต่อกรรมาธิการใหญ่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในปีที่ผ่านมา ในขั้นตอนนี้จะเปิดให้กรรมาธิการใหญ่พิจารณาบางโครงการที่อนุฯ ยังไม่ปรับลดงบประมาณ เพื่อตัดงบประมาณในกรรมาธิการใหญ่ ซึ่งถือเป็นการ Final งบที่ตัดได้ในขั้นสุดท้าย

เริ่มประชุมตอนเช้า บรรยากาศเป็นไปด้วยดี มีกรรมาธิการทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างนำเสนอโครงการที่ตนยังคงตั้งข้อสงสัย แต่ไม่มีการพิจารณาตัดงบจากอนุกรรมาธิการ แต่หลังจากการพักเที่ยง 1 ชม. เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ ภายหลังจากที่ กมธ. ฝั่งรัฐบาลเสนอญัตติให้โหวตว่าจะมีการปรับลดงบประมาณหรือไม่และเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยไปแล้ว สำนักงบประมาณบอกในที่ประชุมว่าการปรับลดงบเพิ่มเติมโดย กมธ. ใหญ่ไม่สามารถทำได้ทำให้ประธานต้องสั่งพักการประชุม 10 นาที และหลังเปิดประชุม นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ. งบฝั่งรัฐบาล ก็ถอนญัตติปรับลดงบประมาณทันที โดยมี กมธ. จากพรรคฝ่ายค้านใหญ่สนับสนุนนายเรืองไกรและขู่ฟ้อง ม.144 ให้กับคนที่เสนอตัดงบด้วย

ในที่ประชุม มีเพียงกรรมาธิการพรรคก้าวไกลและคุณทวี สอดส่อง กรรมาธิการหนึ่งเดียวจากพรรคประชาชาติเท่านั้น ที่ยืนยันในหลักการว่ากรรมาธิการงบประมาณ มีสิทธิ์พิจารณาปรับลดงบประมาณในชั้นสุดท้ายเพื่อปกป้องภาษีประชาชนให้ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ในขณะที่กรรมาธิการอื่น ทั้งจากรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างกลับคัดค้านการตัดงบประมาณเพิ่มเติม


สำหรับโครงการที่พรรคก้าวไกล ยืนยันให้ตัดในขั้นสุดท้าย ได้แก่

  1. โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะตามแนวชายฝั่ง เราเสนอให้ตัดโครงการใหม่ที่เสนอในปีนี้ทั้งหมด 51 ล้านบาท เพราะ 3 โครงการเพิ่งทำการรับฟังความคิดเห็น 3 โครงการเป็นพื้นที่ที่มีเขื่อนแข็งอยู่แล้ว อีกโครงการไม่มีการกัดเซาะ
  2. โครงการจัดหาอาวุธปืนสงคราม ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราเสนอให้ตัด 600 ล้านบาท เพราะที่ผ่านมาตำรวจได้จัดซื้อปืนไปเกือบ 80,000 กระบอก ในช่วงปี 61-63 เราเชื่อว่าหน้าที่ของตำรวจคือการรักษากฎหมายและปกป้องสิทธิ์ประชาชน ไม่ใช่การทำสงคราม
  3. โครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่เมียวดีแก่รัฐบาลทหารเมียนมาร์ วงเงิน 104 ล้านบาท ที่เราเห็นว่าเป็นการค้ำจุนอำนาจเผด็จการทหาร และสถานการณ์ปัจจุบันที่เมียวดียังมีสงครามกลางเมือง ยากที่จะเข้าไปพัฒนาโครงการในเวลานี้
  4. โครงการจัดทำแอพพลิเคชั่นดูรายการย้อนหลังของ NBT วงเงิน 52 ล้านบาท เพราะเรทติ้งของช่อง NBT หรือช่อง 11 เดิมไม่ได้มาก และสามารถชมย้อนหลังได้ทางอื่น เช่น ช่องยูทูบ
  5. โครงการศึกษาความเป็นไปได้โครงการผันน้ำโขง เลย ชี มูล โดยกรมชลประทงบผูกพัน 3 ปี 125 ล้านบาท เนื่องจากข้อมูลที่ใช้สนับสนุนการศึกษาเป็นข้อมูลในอดีต แต่ต่อมามีการก่อสร้างเขื่อนเพิ่มในประเทศจีน และประเทศลาวในปี 2563 ทำให้ระดับน้ำมีความผันผวน จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลย้อนหลังที่มากกว่า



ซึ่งโครงการทั้งหมดนี้ไม่ถูกนำมาพิจารณาในกรรมาธิการเลย เนื่องจากกรรมาธิการเสียงข้างมากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านใหญ่ ถอนมติขอปรับลดงบประมาณภาพรวมลงไปเรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่เราต้องจับตาต่อในการประชุมกรรมาธิการงบประมาณวันนี้ คือการแปรญัตติขอคืนงบที่กรรมาธิการตัดได้หลังผ่านการอุทธรณ์ของหน่วยงานต่างๆ แล้ว วงเงิน 16,000 ล้านบาท ซึ่งพรรคก้าวไกลเราเสนอให้นำเงินก้อนนี้กลับไปคืนให้สวัสดิการประชาให้กับกองทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพ, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, กองทุนการออมแห่งชาติ, กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร, กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี, กองทุนช่วยเหลือเกษตรกร, กองทุนประกันสังคม ส่วนที่เหลือควรคืนงบประมาณกลับเป็นเงินชดเชยภาษีที่ดินที่ท้องถิ่นถุกบังคับลดโดยรัฐบาลส่วนกลาง

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกระแสข่าวหนาหูว่ารัฐบาลเตรียมนำงบประมาณก้อนนี้ตีเช็คเปล่า เข้างบกลางให้ พล.อ.ประยุทธ์นำไปใช้ในชื่อเดียวกันกับปีที่แล้วว่า “ค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาโควิด-19” ซึ่งผลงานการรับมือโควิด-19 ของรัฐบาลในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่าการตั้งงบประมาณในชื่อนี้ภายใต้การบริหารของไม่ได้ช่วยให้ปัญหาโควิด-19 ดีขึ้น กลับมีแต่แย่ลง

อีกทั้ง รัฐบาลก็มีเงินแก้วิกฤตล้นมืออยู่แล้วจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 500,000 ล้านบาท และเงินสำรองอีก 50,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้ได้ซึ่งเป็นเงินที่ใหญ่กว่างบประมาณก้อนนี้หลายสิบเท่า

ในขณะที่ท้องถิ่นขาดรายได้ ขนาดที่จะไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ตั้งไว้ไม่พอจ่าย เราคิดว่าการคืนงบให้กับหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรง มีแผนการใช้จ่าย และมี “ใบเสร็จ” จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนมากกว่าการโอนงบฯ เข้าสู่งบกลาง ตีเช็คเปล่าให้ พล.อ.ประยุทธ์บริหาร

ต้องขอให้พี่น้องประชาชน ช่วยกันจับตา ก่นด่า เรียกหาสำนึกผิดชอบจากกรรมาธิการงบประมาณที่จะประชุมกันในบ่ายวันนี้ว่า


จะเลือกโหวต
คืนงบให้กับประชาชน หรือ คืนงบให้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา…







ติดตามการไลฟ์สดได้ที่นี่ https://fb.watch/77by9NWuM8/

Login