จากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สู่ผู้พิทักษ์ทรราช

จากผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สู่ผู้พิทักษ์ทรราช


เมื่อทหารนอกแถวทำให้ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ทรราช” ! พล.ต.ต.สุพิศาล จัดหนักประยุทธ์ใช้คำสั่งอำมหิต – ละเมิดกฎหมาย – เกินกว่าเหตุปราบปราม ปชช. เพื่อปกป้องตัวเอง


พล.ต.ต. สุพิศาล ภักดีนฤนาถ สมาชิกผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล แบบบัญชีรายชื่อ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมเกริ่นนำเหตุผลว่า เนื่องจากนายกรัฐมนตรีคนนี้ เป็นผู้ที่ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรม และไร้ความสามารถที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เป็นผู้นำประเทศที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ผิดพลาด บกพร่องเสียหายร้ายแรงทุกด้าน ใช้อำนาจตามอำเภอใจ จงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จนมีลักษณะ “ค้าความตาย” ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ไม่เห็นใจในความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน จากความโอหังและเสพติดอำนาจ และเมื่อประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ข่มขู่เอาผิดกับประชาชน ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน มิหนำซ้ำยังลุแก่อำนาจสั่งการให้มีการใช้อำนาจปราบปรามประชาชน ที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุตลอดมา ตามนิสัยความถนัดของตนเอง จนกล่าวได้ว่า ประเทศกำลังขับเคลื่อนไปด้วยความคับแค้นเกลียดชัง

ย้อนชมคลิปการอภิปราย https://youtu.be/VkyOnntIxP4






ยอมรับไม่ได้ “ประยุทธ์” ทำให้ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ทรราช”

พล.อ.ประยุทธ์ มักอวดอ้างว่าตัวเองรู้กฎหมายและเคารพกฎหมาย ชอบกล่าวหาประชาชนว่าละเมิดกฎหมาย แต่คนนี้แหละ กลับเป็นคนที่ละเมิดกฎหมายเสียเอง ตั้งแต่ฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออย่างผิดๆ ในการปราบปรามประชาชนมาจนถึงทุกวันนี้

สุพิศาลกล่าวว่า ตนอภิปรายในวันนี้ ทั้งในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร และในฐานะที่เป็นอดีตนายตำรวจ เพราะผมยอมรับไม่ได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังทำให้องค์กรตำรวจเปลี่ยนจา“ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ทรราช” ทำให้ตำรวจกลายเป็นกลไกในการปราบปรามประชาชนเพื่อรับใช้ “ระบอบปรสิต” ที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อจากประชาชนเจ้าของประเทศ



“พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฉวยโอกาสในสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส โควิด 19 ประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 จนบัดนี้กว่า 16 เดือนแล้ว นอกจากนี้ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2563 พล.อ.ประยุทธ์ยังเคยยกระดับจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินปกติ ให้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อให้ตนเองมีอำนาจมากขึ้น โดยอ้างเรื่องขบวนเสด็จ ซึ่งกรณีนี้ พรรคก้าวไกลได้เคยยื่นญัตติด่วนต่อสภาแห่งนี้ ขอให้พิจารณาตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงในข้อบกพร่องการกำหนดเส้นทางเสด็จ และการถวายความปลอดภัย ไปตั้งแต่เมื่อ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 แต่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีการนำญัตติด่วนดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา”

พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับการแก้ปัญหาวิกฤติโรคระบาด แต่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งตั้งแต่ที่มีการบังคับใช้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่า กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ยิ่งใช้ก็ยิ่งสร้างความขัดแย้งมากขึ้นไม่จบสิ้น ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ นำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้โดยอ้างเรื่องโควิด พรรคก้าวไกลจึงได้คัดค้านตั้งแต่ต้น และได้เตือน พล.อ.ประยุทธ์ ว่าต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สำหรับการควบคุมทางด้านสาธารณสุขเท่านั้น ไม่ใช่ฉวยโอกาสเอากฎหมายพิเศษนี้มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปราบปรามประชาชน

มาถึงวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ล้มเหลวทุกด้าน ทุกมิติ ในการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แก้ปัญหาวิกฤติโควิด แต่กลับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสื่อมวลชนและประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และเพื่อกดปราบการชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ เอง



“ผมทราบดีครับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จงใจใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะกฎหมายฉบับนี้ เป็นเกราะกำบังให้พวกท่าน ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย เหมือนครั้งที่พวกท่านล้อมปราบประชาชนเมื่อปี 2553 แต่วันนี้ ผมจะชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องรับผิด เพราะพวกท่าน ใช้อำนาจกระทำการโดยไม่สุจริต และใช้อำนาจปราบปรามประชาชนรุนแรงเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สามารถคุ้มครอง พล.อ.ประยุทธ์ ได้”

สุพิศาลเผยว่า ตั้งแต่ตนเป็นตำรวจมาทั้งชีวิต ตนไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นประชาชนโกรธแค้นตำรวจอย่างกว้างขวางแบบนี้มาก่อน ถึงขนาด พระประกาศไม่เผาผีให้ตำรวจ พ่อค้าแม่ขายไม่ยอมขายของให้ตำรวจ จนตำรวจบางหน่วยต้องประกาศงดแต่งเครื่องแบบออกจากบ้าน ซึ่งครั้งหลังสุดที่เห็นภาพอัปยศทำนองนี้ ก็เมื่อหลังเหตการณ์ พฤษภา 2535 ที่ประชาชนออกมาขับไล่นายกจากการรัฐประหาร จนทหารต้องกลับเข้ากรมกอง ไม่กล้าที่จะแต่งเครื่องแบบออกมาเดินถนน

“ผมไม่เคยคิดว่าภาพแบบนี้จะเกิดขึ้นกับองค์กรที่ผมรัก ซึ่งมันเป็นผลจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามากำกับควบคุมและสั่งการตำรวจให้ออกมาปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง ละเมิดกฎหมายและหลักการที่ถูกต้อง เพียงเพื่อรักษาอำนาจให้แก่ตัวเอง”





ชี้คำสั่งปราบม็อบอำหิตผิดหลัก “ข้ามขั้นตอน-อุปกรณ์เกิน-รุนแรงเกินกว่าเหตุ”

สุพิศาลอภิปรายต่อว่า การแสดงออกทางการเมือง รวมถึงการชุมนุมประท้วงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน เมื่อมีการชุมนุมประท้วง ตำรวจก็มีหน้าที่ในการเข้าไปควบคุมดูแลการชุมนุม โดยเจ้าหน้าที่ต้องมีทักษะความเข้าใจและอดทนต่อสถานการณ์ ต้องปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ เหมาะสม ได้สัดส่วนกับสถานการณ์ กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้น้อยที่สุด และเป็นไปตามหลักการสากล ทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่นั้นกลายเป็นการยั่วยุ อันจะส่งผลให้การชุมนุมมีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรงได้

“ผมไม่แน่ใจว่า พล.อ. ประยุทธ์ ซึ่งชอบใช้อำนาจเหมือนประชาชนเป็นพลทหารจะเข้าใจหลักการพวกนี้หรือไม่ เพราะสิ่งที่ผมเห็นในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชนของตำรวจ ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ มันเรียกไม่ได้แล้วครับว่านี่เป็นการควบคุมการชุมนุม แต่มันเป็นการคุกคามประชาชน มองเห็นประชาชนเป็นอริราชศัตรู ซึ่งจะยิ่งทำให้ประชาชนโกรธแค้น จนเกิดแรงสะท้อนที่รุนแรงกลับมา”



พล.อ.ประยุทธ์ มักอ้างเสมอว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสากลมาโดยตลอด ถูกต้องดีงามแล้ว หากแต่ในทางปฏิบัติ เดี๋ยวนี้พอผู้ชุมนุมเริ่มรวมตัวกัน พล.อ.ประยุทธ์ก็มอบ “คำสั่งอำมหิต” ให้ตำรวจเดินหน้าเข้าปะทะผู้ชุมนุมในทันที สาดกระสุนยางและแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมไม่ยั้งมือ โดยไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งคำสั่งอำมหิตที่ผมได้กล่าวไปนั้น มีลักษณะที่พูดให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า “ข้ามขั้นตอน อุปกรณ์เกิน รุนแรงเกินกว่าเหตุ” ซึ่งสุพิศาลได้ขอขยายความดังนี้

“ข้ามขั้นตอน – ข้ามขั้นตอน คืออะไรครับ? ตามหลักการที่ถูกต้อง ต้องเริ่มจากการเจรจา พูดคุย ตกลงกัน ให้อยู่ในขอบเขต มีโล่และกระบองเพื่อแสดงกำลัง แต่วันนี้ข้ามขั้นตอนนั้นไปแล้ว มีแค่การประกาศเป็นพิธีแล้วลุยกันเลย เดินหน้ายิงกราดเข้าปะทะผู้ชุมนุมเลย”

“อุปกรณ์เกิน – อุปกรณ์เกิน คืออะไรครับ? ตู้คอนเทนเนอร์คืออุปกรณ์นอกกฎหมาย เพราะมันไม่ได้ถูกกำหนดให้ใช้ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 นี่ไม่ใช่ตามความหมาย วงเล็บ 32 ที่ใช้ป้องกันสถานที่ แต่มันคือ คอนเทนเนอร์ นอกจากนี้ยังมีรถไฟถังน้ำมัน”



“ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ – ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ คืออะไรครับ? การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่ต้องระงับการกระทำความผิด แต่เดี๋ยวนี้ที่เห็นคือเจ้าหน้าที่ 10 คน รุมผู้ชุมนุมหนึ่งคน การปฏิบัติการที่แต่ก่อนต้องไล่ระดับ แต่เดี๋ยวนี้ เอะอะ ใช้ Robocop ลุย นี่ถ้าไม่ใส่เครื่องแบบ นึกว่าผู้ชุมนุมสองฝ่ายเข้าปะทะกัน ที่สำคัญการใช้กระสุนยางกับแก๊สน้ำตาก็ผิดหลัก ยิงกราดเข้าฝูงชน ยิงเหนือกว่าเอว และยิงมาจากจุดสูงข่มด้วย”





Lecture “หลักสากล” การใช้ “กระสุนยาง – แก๊สน้ำตา”

สุพิศาลกล่าวว่า หลักสากลในการใช้กระสุนยางเพื่อควบคุมหรือสลายฝูงชนที่สำคัญๆ มีด้วยกัน 4 ข้อ

  1. ต้องใช้เพื่อยับยั้งภัยอันใกล้จะถึงตัวเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นเท่านั้น
  2. ต้องยิงระดับต่ำกว่าท้องลงไป หรือขา ไม่เล็งยิงใบหน้า ศีรษะ ลำคอ
  3. อาจใช้กับผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว
  4. ไม่ยิงกระทบพื้น ไม่ยิงในโหมดอัตโนมัติ พร้อมๆ กันหลายนัด



ส่วนหลักสากลในการใช้แก๊สน้ำตาที่สำคัญๆ ที่อยากจะยกมากล่าวถึงในที่นี้คือ

  1. ให้ยิงไปที่ผู้ชุมนุมที่มีส่วนร่วมในความรุนแรงเพื่อให้สลายตัวและระงับความรุนแรงเท่านั้น
  2. ควรยิงในวิถีโค้ง
  3. ไม่ควรยิงในพื้นที่แคบ ซึ่งจะทำให้มีการสัมผัสสารเคมีในปริมาณมาก
  4. ไม่ยิงใส่ตัวบุคคล โดยเฉพาะศีรษะ ใบหน้า


“ลองดูภาพที่เกิดขึ้นจริงของการควบคุมฝูงชนภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอย่างไร? เจ้าหน้าที่มีการระดมยิงทั้งแก๊สน้ำตาและกระสุนยาง โดยไม่ระบุเป้าหมายเฉพาะคนที่จะคุกคามเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่น แต่ยิงกราดเป็นห่าฝน การใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตานั้น ต้องใช้เวลาที่มีผู้นำอาวุธวิ่งเข้ามาทำร้ายเจ้าหน้าที่ หรืออาจจะมีผู้ชุมนุมจะไปรุมทำร้ายบุคคลอื่น หรือเผาสถานที่ คุณก็ยิงเพื่อระงับยับยั้ง แต่สิ่งที่เราเห็นคือการยิงเป็นห่าฝน ทำร้ายประชาชนไม่เลือกหน้า รุนแรงเกินกว่าเหตุ หลายครั้ง เดินประจันหน้า ยิงกราดคนไม่เลือกหน้า นี่หรือที่เป็นหลักสากล ที่นำโดยคุณประยุทธ์?”



“และที่ร้ายกว่านั้น ยังมีการนำเจ้าหน้าที่ขนขึ้นรถกระบะไล่ล่าผู้ชุมนุม นี่ถ้าไม่ใส่เครื่องแบบ ผมนึกว่าเป็นแก็งค์มาเฟียค้ายาเสพติดถล่มกันแบบต่างประเทศก็ไม่ปาน”





เปิดอีกเคส ปชช.โดนยิงทะลุหมวกกันน็อคตาบอดในวันเดียวกับ “ลูกนัท”

สุพิศาลกล่าวต่อไปว่า ที่พูดมาทั้งหมด ที่ยิงกราดกันนี้ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สน้ำตา ไม่ว่าจะเป็นกระสุนยาง เป็นการยิงผิดหลักเกือบทั้งหมด แก๊สน้ำตาก็ยิงแนวตรงไปที่ผู้ชุมนุม ส่วนกระสุนยางก็ไม่ได้เล็งที่ส่วนล่างของร่างกาย แต่ดันยิงไปที่ใบหน้า ลำคอ หน้าอก การกระทำแบบนี้ทำให้ผู้ชุมนุมหรือแม้กระทั่งผู้สื่อข่าวบาดเจ็บรุนแรงจำนวนมาก

ยกตัวอย่างเช่น กรณีของคุณธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือที่เรียกกันว่า “คุณลูกนัท” ซึ่งไปร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่สามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งเขาก็ไปร่วมชุมนุมธรรมดา และไม่ได้มีพฤติการเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่ ไม่ได้แม้แต่การทำลายทรัพย์สิน แต่เขากลับถูกแก๊สน้ำตายิงตรงๆ ไม่ได้โค้งเข้าใบหน้า ปรากฏว่ากระบอกแก๊สน้ำตาได้พุ่งตรงเข้าสู่ใบหน้าของคุณลูกนัท แล้วไอ้กระบอกที่โดนนี้ดันไร้คุณภาพ ไม่มีแก๊สออกมา แต่อย่างไรก็ตามผลจากกระสุนแก๊สน้ำตากระแทกหน้า ส่งผลให้ตาด้านขวาของคุณลูกนัทบอด ซึ่งกรณีนี้จะนำไปสู่การฟ้องร้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ไปจนถึงผู้บังคับบัญชา เพราะถือเป็นการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุตามหลักสากล



และในบริเวณเดียวกันนั้นเอง วันเดียวกันนั้นเอง ยังมีผู้บาดเจ็บอีกหลายคน ขอยกตัวอย่างอีกคนหนึ่ง วันนั้นมีเจ้าหน้าที่คุมฝูงชนขึ้นไปอยู่บนโทลเวย์ ยิงจากที่สูงลงมาหาผู้ชุมนุมโดยไม่เลือกหน้า ปรากฏว่ามีผู้ถูกยิงเข้าบริเวณใบหน้า ซึ่งความแรงของกระสุนได้ทะลุหน้ากากหมวกกันน็อคกระแทกเข้ามายังใบหน้า ทำให้หน้ากากหมวกกันน็อคแตกทะลุเข้าไปเลย ชายคนนี้ถูกนำตัวส่งไปยังโรงพยาบาล ผลจากการควบคุมฝูงชนโดย พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ลูกตาขวาของเขาแตก ส่วนเลนส์ตาซ้ายนั้นเคลื่อน วันนี้โอกาสที่จะทำให้ตาขวากลับมามองเห็นเป็นไปได้ยากแล้ว ทำได้แค่เพียงผ่าตัดให้ตาซ้ายพอมองเห็นได้เท่านั้นเอง



“การกระทำโดยไม่ยึดหลักสากลตามที่ผมได้ชี้ให้เห็นนี้ทำกันแบบนี้แหละครับ ประชาชน ผู้ชุมนุมทั่วไป เขาถึงได้โกรธแค้นชิงชังตำรวจภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ หากไม่เปลี่ยนยุทธวิธีการดำเนินการ มันจะยิ่งสะสมความโกรธแค้น และจะนำไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงมากขึ้นๆ ในอนาคต …หรือท่านนายกรัฐมนตรีต้องการยกระดับความรุนแรง จนเป็นข้ออ้างให้ท่านประกาศกฎอัยการศึกเหมือนที่ท่านทำเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557?”


สุพิศาลยืนยันว่า การใช้กำลังเพื่อสลายการชุมนุมภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขัดหลักสากลและผิดกฏหมายอย่างชัดเจน เพราะนี่เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต มีแรงจูงใจทางการเมือง ใช้ตำรวจเพื่อปราบปรามทำร้ายประชาชนที่ออกมาขับไล่ท่านออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งนอกจากไม่สุจริตแล้ว ยังเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ กระทำความรุนแรงผิดหลักสากล ไม่ได้สัดส่วนกับสถานการณ์




ความฝันของอดีตตำรวจ – อยากเห็นองค์กรมีเกียรติหยุดรับใช้ “ระบอบปรสิต”

ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตตำรวจ สุพิศาลยอมรับว่า มีความฝันอยากเห็นตำรวจปกป้องสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อยากเห็นสวัสดิการ สวัสดิภาพ ไม่อยากเห็นตำรวจถูกบีบจนต้องไปหาลำไพ่พิเศษเพื่อมีชีวิตที่ดี ตำรวจที่รับใช้ประชาชนที่ทำดีต้องได้ดี ไม่มีตั๋วช้าง

แต่ตำรวจยุคนี้กลับถูกนายทหารนอกแถวที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง ทำลายศักดิ์ศรีของตำรวจ ปล่อยให้มีตั๋วช้าง ทำลายระบบคุณธรรม ปฏิรูปตำรวจแบบจอมปลอม ซ้ำถูกมองว่าเป็นโจรในเครื่องแบบ และถูกมองว่าเป็นศัตรูของประชาชน”

“หลักสำคัญของการเป็นตำรวจอาชีพคืออะไร? ตำรวจอาชีพตามหลักธรรมาภิบาล 6 หลัก คือ นิติธรรม คุณธรรม ความรับผิดขอบ การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และความคุ้มค่า ที่ท่านเองเขียนไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่เคยนำมาใช้ หายไปกับกลีบเมฆ หายไปกับงบประมาณ ตำรวจยุคใหม่ต้องเป็นตำรวจอาชีพ ไม่รับใช้นักการเมือง ไม่ให้นักการเมืองมาครอบงำ ตำรวจต้องขึ้นตรงกับประชาชน และช่วยเหลือประชาชน ตำรวจยุคใหม่ต้องใช้หลักตำรวจผู้รับใช้ประชาชน และมิจำเป็นจะต้องใช้การบังคับใช้กฎหมายปิดปากผู้ชุมนุมอย่างทุกวันนี้ นี่คือสิ่งที่ทำผิดมาตลอด และผู้นำอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยึดหลักการบังคับใช้กฎหมายแบบนี้มาตลอด”

“เพราะเหตุนี้ ผม พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ จึงไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อีกต่อไป ผมไม่สามารถที่จะยอมรับให้ทหารนอกแถวคนนี้มากำกับดูแล และสั่งการตำรวจ เปลี่ยน “ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์” ให้กลายเป็น “ผู้พิทักษ์ทรราช” เพื่อรับใช้ “ระบอบปรสิต” ได้อีกต่อไป”



Login