คฝ. ปราบม็อบรุนแรงผิดหลักการ! ‘ประยุทธ์’ ต้องฟังเสียงประชาชน

คฝ. ปราบม็อบรุนแรงผิดหลักการ! ‘ประยุทธ์’ ต้องฟังเสียงประชาชน


ไม่ต้องมีมาตรฐานเลยหรือ? ! “สุพิศาล” ตั้งคำถามจัดการม็อบรุนแรง – แนะ “ประยุทธ์” เจรจาหาทางออก ไม่งั้นเกิดเหตุปะทะรายวันแบบนี้ไม่จบสิ้น

พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต้องแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามการชุมนุมของประชาชนและจับกุมผู้ชุมนุมรายวัน พร้อมเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีมารับฟังเสียงของประชาชนและเจรจาหาทางออกร่วมกัน

“ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่รุนแรง ที่กระทำกับผู้ออกมาใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธที่เกิดขึ้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ผมสงสัยว่าข้อเสนอที่เรา ส.ส.ได้อภิปรายกันในสภา ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา มันเข้าหูท่านบ้างหรือไม่ ทำไมไม่มีความเปลี่ยนแปลงนโยบายเรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการยังคงใช้ความรุนแรงแบบไม่มีมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น เราจะเอากันแบบนี้หรือ จะไม่ต้องมีมาตรฐานกันเลยหรือ”

พล.ต.ต.สุพิศาลกล่าว



พล.ต.ต.สุพิศาล แสดงความเห็นว่า เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลรายวัน เป็นเพราะหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว รัฐบาลไม่นำข้อเสนอที่ ส.ส. ช่วยกันนำเสนอไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารประเทศ หรือการแก้ปัญหาใดๆ ก็ตาม และโดยเฉพาะเรื่องการจัดการการชุมนุม แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือกำหนดนโยบายใหม่ที่เป็นข้อเสนอในภาพใหญ่แต่อย่างใด มีเพียงข่าวว่าจะยกเลิก ศบค. จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เท่านั้น

ส่วนการปฏิบัติกับผู้ชุมนุมกลับยังเหมือนเดิม และดูเหมือนจะหนักมากยิ่งขึ้นด้วย มีการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่อย่างใช้กระบองรุมตีที่ศีรษะ รวมถึงการขับรถพุ่งชนผู้ชุมนุมด้วย ชวนให้สงสัยและตั้งคำถามเป็นอย่างมากว่า ทำไมถึงกล้าละเมิดได้ขนาดนี้ โดยรัฐบาลไม่สนใจเลยว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นเป็นมาตรฐานที่บกพร่อง

พล.ต.ต.สุพิศาล อธิบายต่อว่า ปฏิบัติการอย่างนี้ไม่เรียกว่าการระงับเหตุหรือหยุดการกระทำผิด ที่อ้างว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้อำนาจนั้น มาตรา 17 กำหนดไว้ชัดว่าการกระทำ ที่เจ้าหน้าที่รัฐ จะสามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติ คือ “ระงับหรือป้องกันการกระทำผิด” เท่านั้น และต้องกระทำด้วยความสุจริต เหมาะสม ไม่เกินกว่าเหตุ หรือสัดส่วนของการกระทำที่เกิดขึ้น ดังนั้น เกินกว่านี้ต้องรับผิด เพราะมาตรานี้จะไม่คุ้มครอง สามารถฟ้องร้องได้ทั้งทางแพ่ง อาญา และทางปกครอง ผู้ที่ได้รับความเสียหายย่อมมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้ เจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่ได้การคุ้มครองแต่อย่างใด

“รัฐไม่เคยมองว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิตรงกันข้าม มองว่าเป็นผู้เห็นต่าง เป็นผู้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย สร้างปัญหาสังคมอย่างต่อเนื่อง จึงใช้ความรุนแรง นี่คือความชอบธรรมที่รัฐพยายามสร้าง ซึ่งผิดทุกหลักการ การขับรถชนที่อ้างว่างเป็นการระงับเหตุนั้นน่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่า การล็อกตัวจับกุมตัวผู้ชุมนุมแล้วใช้เครื่องมือพันธนาการนั้นมันใช้กับอาชญากร รัฐเห็นผู้ชุมนุมเป็นอาชญากรอย่างนั้นหรือ”



พล.ต.ต.สุพิศาล มองว่า การใช้กฎหมายจับกุมผู้ชุมนุมวันละ 10-20 คนทุกวัน ถือเป็นการใช้กฎหมายปิดปากผู้ชุมนุม หรือ SLAPP ซึ่งจะทำให้วิกฤตการเมืองไม่มีจบสิ้น เพราะยิ่งทำให้ประชาชนโกรธ ถึงเวลาแล้วที่ นายกรัฐมนตรีต้องมาพูดคุยกับประชาชน รับฟังข้อเรียกร้องต่างๆ ต้องเปิดพื้นที่

อีกกรณีที่ยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาล หรือแม้แต่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นั่นก็คือ กรณีที่เกิดเหตุการณ์ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ชนตู้คอนเทนเนอร์ที่เจ้าหน้าที่เอามาใช้จัดการการชุมนุม จนทำให้เสียชีวิต พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเคยอภิปรายในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีไปแล้วว่า ตู้คอนเทนเนอร์นั้นเป็น “อุปกรณ์เกิน”

ตนเคยสรุปไว้ว่า การปราบม็อบภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีคนนี้ สรุปได้ 3 ข้อคือ “ข้ามขั้นตอน- อุปกรณ์เกิน-รุนแรงเกินกว่าเหตุ” และตู้คอนเทนเนอร์ ก็อยู่ในส่วนที่เป็น “อุปกรณ์เกิน” เพราะมันไม่ได้ถูกกำหนดให้ใช้ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 ซึ่งนี่ไม่ใช่ตามความหมาย วงเล็บ 32 ที่ใช้ป้องกันสถานที่ ดังนั้นต้องเลิกใช้ และกรณีที่มีผู้เสียชีวิตที่น่าเศร้าแบบนี้ รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่นี่ก็ผ่านมา 2-3 วันแล้ว เรายังไม่เห็นข่าวการชดเชยเยียวยาผู้สูญเสียอย่างใดเลย

Login