รัฐเร่งรัดโครงการผันน้ำยวม มานพ ชี้ รายงาน EIA ฉบับ ‘ปาหี่’ ตบตาประชาชน

รัฐเร่งรัดโครงการผันน้ำยวม มานพ ชี้ รายงาน EIA ฉบับ ‘ปาหี่’ ตบตาประชาชน


‘มานพ’ พรรคก้าวไกล จี้รัฐฟังเสียงประชาชน หลังเร่งรัดเห็นชอบโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล ใช้รายงาน EIA ฉบับตบตาประชาชน

มานพ คีรีภูวดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ สัดส่วนกลุ่มชนชาติพันธุ์ เรียกร้องให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชนอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับโครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล หลังมีการเร่งรัดโครงการผิดปกติ และใช้รายงาน EIA ฉบับ “ปาหี่” ตบตาประชาชน เพื่อให้ผ่านโครงการที่ไม่มีคุณภาพ กระทบการอนุรักษ์ป่า สิ่งแวดล้อมและวิถีคนท้องถิ่น

มานพ กล่าวว่า กรณีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กกวล.) เห็นชอบรายงานผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพล เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 แต่มีกระแสคัดค้าน ข้อท้วงติงและข้อร้องเรียนทั้งจากประชาชนในชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่รับผลกระทบโครงการ นักวิชาการ และเครือข่ายประชาสังคมด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เครือข่ายสิทธิชุมชน/สิทธิมนุษยชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและสังคมต้องหยุดฟังทุกเสียง และร่วมกันพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยตนขอตั้งข้อสังเกตสำคัญ 3 ประเด็น ใน 3 มิติ ได้แก่


1. มิติภาพรวมของการดำเนินโครงการ

ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณสูง ส่งผลกระทบอย่างสูงต่อชีวิตประชาชนในหลายพื้นที่และระบบนิเวศหลายลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของสังคมและยังเกี่ยวข้องกับมิติความมั่นคงชายแดนของไทยและประเทศมหาอำนาจที่มักถูกนำมาอ้างอิงเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการลงทุน


2. มิติการมีส่วนร่วมและขั้นตอนการรายงานผลกระทบ

ไม่ได้รับทราบละเอียดการดำเนินโครงการและผลกระทบทุกมิติ เข้าไม่ถึงในบางกระบวนการที่มีการคัดเลือกเฉพาะบางกลุ่มเข้าร่วมรับฟังข้อมูล โดยเฉพาะกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ที่มีข้อจำกัดด้านภาษาและการสื่อสาร รับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการอย่างถ่องแท้ว่าจะกระทบกับชีวิตของพวกเขาอย่างไร

ข้อร้องเรียนต่อรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) พบว่ามีการบิดเบือนข้อมูล การอ้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่แอบอ้างหลักฐานเท็จ อย่างกรณี “อีไอเอฉบับปาหี่” ที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ ณ ขณะนี้ ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้ายอย่างมากแม้ยังไม่ได้เริ่มโครงการ จึงนับเป็นรายงานที่ไร้คุณภาพ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่สะท้อนความเป็นจริง ถูกทำขึ้นเพียงเพื่อตอบสนองต่อขั้นตอนการอนุมัติโครงการเท่านั้น ไม่มีความโปร่งใสและจริงใจตั้งแต่แรกเริ่ม


3. มิติการสูญเสียพื้นที่ป่า

พื้นที่เตรียมประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ พื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติมักจะเข้มงวดอย่างมาก ด้านการอนุรักษ์กับประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ แต่กลับไม่แยแสต่อโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ และยังมีกรณีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว การสูญเสียสมดุลนิเวศสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนที่จะไม่สามารถชดเชยหรือนำกลับคืนมาได้อีกอย่างถาวร

“สังคมไทยเติบโตและมีบทเรียนมหาศาล โดยเฉพาะการอ้างวาทกรรมการพัฒนา ฉะนั้น การจะตัดสินอนาคตของชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยสัมพันธ์กับฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างแนบแน่น อนาคตของผืนป่า แม่น้ำ เหล่าสรรพสัตว์ วิถีชีวิตของคนทุกลุ่มน้ำหรือแม้กระทั่งทิศทางการจัดการน้ำ การจัดการพลังงาน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคจะปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญคนใด หน่วยงานรัฐหรือกลุ่มอำนาจใดหนึ่งเป็นผู้กำหนดเบ็ดเสร็จเฉกเช่นในที่ผ่านมาไม่ได้อีกต่อไป โดยขอตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ขัดต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ และกลุ่มทุนที่รับจ้างโครงการที่กว่า 70 ล้านบาท เป็นกลุ่มทุนเดียวกับที่รับจ้างโครงการก่อสร้างเขื่อนในประเทศจีนใช่หรือไม่”

มานพกล่าว

ขณะที่ อภิชาติ ศิริสุนทร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรามีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการดูแลรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและเรื่องที่ดิน โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตคนในพื้นที่ รัฐจะต้องทบทวน ต้องศึกษา เอาความเห็นเหล่านั้นไปหารืออีกครั้ง ต้องฟังเสียงประชาชน รวมไปถึงต้องศึกษาและเปิดรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนมีส่วนร่วม ศึกษาผลกระทบด้านมิติชุมชน และสิ่งแวดล้อมที่ได้สูญเสียไป รัฐยิ่งต้องใช้เวลาศึกษาและประเมิณอย่างรอบด้าน โดยตนในฐานะประธานกมธ.ที่ดินฯ จะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาเพื่อเชิญหน่วยงาน ภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง มาชี้เเจงต่อคณะกรรมาธิการ เพื่อเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ทบทวนต่อการตัดสินใจอีกครั้ง

ทั้งนี้ คำพอง เทพาคำ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ กล่าวว่า ผลการศึกษาของการจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ เรายังไม่ได้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร กรณีนี้เป็นเพียงความเห็นของกมธ. เพียงบางท่านไม่ใช่บทสรุปของรายงานศึกษาของคณะกรรมาธิการ ซึ่งการที่กรมชลประทานนำรายงานศึกษามาให้แก่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กกวล.) โดยไม่ได้ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาอย่างรอบคอบ ต้องให้มีการสมดุลระหว่างการพัฒนาคุณภาพและสิ่งแวดล้อม โดยพี่น้องประชาชนที่อยู่โดยรอบจะต้องได้รับทราบ และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อหาแนวทางร่วมกันอย่างสันติ

Login