การตัดสินคดี #บอสอยู่วิทยา แค่ผิดวินัยอย่าง ‘ค่อนข้าง’ ร้ายแรง?

การตัดสินคดี #บอสอยู่วิทยา แค่ผิดวินัยอย่าง ‘ค่อนข้าง’ ร้ายแรง?


‘ธีรัจชัย’ ติดใจถ้อยคำในหนังสือสั่งสอบ ‘เนตร นาคสุข’ หวั่นไม่ถึงขั้นไล่ออก

ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส. พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ มีมติสอบสวนวินัยร้ายแรง เนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด หลังสั่งไม่ฟ้อง ‘บอส อยู่วิทยา’ ว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่ติดใจถ้อยคำในหนังสือ หวั่นไม่ถึงขั้นไล่ออก ตบตาประชาชน โดยหลังจากนี้จะเตรียมเชิญ คณะกรรมการฯ แจงต่อ กมธ. เพื่อความโปร่งใส สร้างบรรทัดฐานต่อกระบวนการยุติธรรม

ที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ที่ขาดความรอบคอบ ประมาทเลินเล่อ อย่างค่อนข้างร้ายแรง ซึ่งจะต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงต่อไป โดยวินัยร้ายแรงมีโทษทางข้าราชการ โทษสูงสุดคือการไล่ออก หากผู้เสียหายไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย สามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้

ธีรัจชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สมควรกระทำ แต่ตนยังติดใจถ้อยแถลงที่ว่า “อย่างค่อนข้างร้ายแรง” ตรงนี้อาจจะเป็นถ้อยคำที่เบาไปหรือไม่ ซึ่งในการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงโทษสูงสุดคือ การไล่ออก และที่ผ่านมา เนตร นาคสุข ได้เคยยื่นหนังสือเพื่อขอลาออกจากราชการมาแล้ว 1 ครั้ง และครั้งนี้ก็ได้ยื่นเข้ามาใหม่อีก 1 ครั้ง รวมเป็น 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัตินั้น ส่วนตัวต้องฝากไปยังอัยการสูงสุดช่วยพิจารณาหนังสือลาออกของ เนตร อย่างถ่องแท้ว่า การจะอนุญาตให้ลาออกก่อนการพิจารณาสอบวินัยร้ายแรงนั้นสมควรหรือไม่ และจะทำให้ประชาชนรู้สึกถึงไม่สบายใจถึงความเชื่อมั่นของสำนักงานอัยการสูงสุดว่าจะมีความเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาหรือไม่

ขณะเดียวกัน หากหนังสือลาออกของ เนตร เป็นผล ธีรัจชัย มองว่า การสอบคนที่ลาออกความชอบธรรมจะลดลง แม้ตนจะไม่มีหน้าที่ในการชี้ผิด ชี้ถูก แต่ต้องการสอบให้สุดทาง เพราะกรณีดังกล่าวเป็นที่สะเทือนใจต่อประชาชนเป็นอย่างมาก


ทั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นองค์กรต้นเรื่องในการดูแลบุคลากรและฝ่ายบุคคลของสำนักงานอัยการสูงสุด มุมแรกคือต้องเน้นเรื่องการสอบวินัย และอีกหนึ่งมุมคือการดำเนินคดีอาญาในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และการแสดงความเห็นเพื่อดำเนินคดีทางอาญาหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่เห็นมีการพูดถึงจากสำนักงานเอกการสูงสุดเลย

ธีรัจชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ ที่คณะกรรมการสอบสวนวินัยชุดของ กายสิทธิ์ พิศวงปราการ ได้มีความเห็นว่า เนตรผิดวินัยไม่ร้ายแรง ในวันนั้นตนรู้สึกไม่สบายใจ แต่พอวันนี้เปลี่ยนเป็นการสอบวินัยร้ายแรง ก็ถือเป็นมาตรฐานที่สูงขึ้น แต่ในเรื่องของคดีอาญาได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ และกรณีของอดีตอัยการสูงสุดที่ได้ลาออกจากราชการ ในขณะที่มีการสอบสวนเนตรก่อนหน้านี้ จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบความเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้ลาออกในช่วงเวลานั้น นี่เป็นข้อกังขาที่ตนจำเป็นจะต้องตั้งประเด็นไว้ ว่าคณะกรรมการได้ทำอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

“คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ได้ตั้งเรื่องรอไว้ขณะนี้ เพื่อรอผลการพิจารณาต่างๆ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเชิญฝ่ายอัยการสูงสุด ในส่วนประธานกรรมการอัยการและคณะกรรมการสอบสวนวินัย เข้าชี้แจงเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่า ที่ผ่านมา ท่านได้กระทำอย่างไรกับกรณีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความตรงไปตรงมา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูกจริงๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำจริงๆ”

ทั้งนี้ ธีรัจชัย ยังกล่าวถึงกรณีการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถ จากเดิมที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด มาเป็นต่ำกว่ากฎหมายกำหนด ที่มีหลายฝ่ายมองว่าจะช่วยให้หลุดจากความผิดทั้งยวง และต่อมาทาง กมธ.ป.ป.ช. ได้ติดตามมาโดยตลอด มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนในส่วนของตำรวจมาแล้ว ทางอัยการก็ยังไม่มีความชัดเจนว่า อัยการท่านใดมีส่วนเกี่ยวข้องในการเปลี่ยนแปลงความเร็ว ท่านควรจะเปิดเผยให้ประชาชนได้ทราบว่าเป็นบุคคลใด สำนักงานอัยการสูงสุดควรที่จะเปิดเผยและทำให้โปร่งใสได้แล้ว

Login