ระบบเตือนภัย: สิ่งที่อยากได้ vs สิ่งที่ได้จริง

ระบบเตือนภัย: สิ่งที่อยากได้ vs สิ่งที่ได้จริง


ระบบเตือนภัย: เทคโนโลยีไปไกล แต่นายกฯ ไทยมีวิสัยทัศน์มากพอหรือยัง?

‘สุรเชษฐ์’ ชี้ ประชาชนควรได้รับข้อมูลเตือนภัยธรรมชาติที่จำเป็น แต่รัฐบาลกลับไม่ใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ ได้แต่ไล่ประชาชนไปสวดมนต์ อีกทั้งยังไม่แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ เห็นแต่การวัดบารมีระหว่าง ‘ประยุทธ์’ และ ‘ประวิตร’

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แสดงความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศไทย พร้อมระบุว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ควรแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบกว่านี้ แต่ ปัจจุบัน สิ่งที่ประชาชนได้เห็นคือภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปลงพื้นที่เพื่อวัดบารมีกับ พล.อ.ประวิตร ด้วยจำนวน ส.ส. ที่มาเข้าแถวต้อนรับ

“ปัญหาน้ำท่วมอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน เดี๋ยวแล้ง/เดี๋ยวท่วม เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลล้มเหลว ท่านนายกฯ อยู่มา 7 ปีกว่า ใช้เงินไปหลายล้านล้านบาท ก็ต้องถามว่าได้แก้ปัญหาอย่างคุ้มค่ากับเวลาและภาษีที่ผลาญไปหรือไม่ หรือแค่อยู่ไปวันๆ พอเกิดปัญหาก็ลงไปเพื่อ ‘ถ่ายรูป’ แล้วก็บอกให้ประชาชน ‘สวดมนต์’ ไล่พายุ”

“ท่านนายกฯ ควรมีวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง บางปัญหา/บางพื้นที่อาจแก้ไม่ได้หรือจำเป็นต้องใช้งบประมาณมากหรือระยะเวลานาน ก็ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ไม่ใช่ไล่ไปสวดมนต์ ส่วนในระยะสั้นหรือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็ควรมีการแจ้งเตือนประชาชนให้ได้ ‘ยกของ’ หรืออย่างในกรณีเขื่อนแตก ก็ต้องจัดการอพยพโดยด่วน”

สุรเชษฐ์ กล่าว

สุรเชษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า ทุกวันนี้มีหลายแอปพลิเคชั่น แต่ก็ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ในมุมของประชาชนที่ต้องการทราบขอบเขตที่ชัดเจนว่า “บ้านของเขาจะมีโอกาสท่วมมากน้อยเพียงใด” จำเป็นต้องยกของหรือไม่ หรือต้องอพยพออกนอกพื้นที่ไปก่อน แต่รัฐบาลนี้ทำได้แค่เพียงส่งข้อความครอบจักรวาล เช่น “ระวัง 24-26 ก.ย. 64 พายุเข้าอีสาน เหนือ กลาง มีฝนตกหนัก-เสี่ยงน้ำท่วม/อุตุฯ” เป็นต้น หลายคนที่ได้รับก็ไม่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์นัก เพราะพื้นที่ที่แจ้งเตือนมันกว้างมาก ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ไม่ได้รับข้อความเตือนภัยเลย

“ท่านนายกฯ ควรทราบว่า เทคโนโลยีทุกวันนี้มันไปไกลมาก อยากให้ท่านดูตัวอย่างที่ดีจากในต่างประเทศ แล้วสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ส่ง SMS มาแจ้งเตือนเฉพาะเบอร์ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยคัดกรองได้จากการลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์มือถือกับเสาสัญญาณในพื้นที่เป้าหมายที่ต้องการแจ้งเตือน เช่น กรณีน้ำหลากจากเขื่อนแตก เป็นต้น”

“หากท่านนายกฯ ยังไม่ทราบก็จงทราบเสียว่า กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เคยลงนามในข้อตกลงร่วมกันไว้แล้วว่าจะต้องมีการแจ้งเตือนภัยธรรมชาติผ่าน SMS ไปตั้งแต่สิงหาคม 2563 แล้ว หน้าที่ของท่านนายกฯ คือไปทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ไปถึงประชาชนมีประโยชน์”

สุรเชษฐ์ ยกตัวอย่างว่า ข้อความเตือนภัยนั้นควรจะมีเนื้อความ เช่น “ท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โปรดตรวจสอบและรับคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากลิงก์นี้” โดยมีลิงก์นำไปสู่แผนที่ที่มี Polygon แสดงขอบเขตระดับความเสี่ยงที่ชัดเจน ไม่ใช่ประกาศไปเป็นรายภาค หรือแม้แต่ รายจังหวัดหรือรายอำเภอ เป็นรายชื่อแบบหยาบๆ อย่างที่ทำกันอยู่

“เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่ผู้นำต้องมีปัญญาขับเคลื่อนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ใช้ไสยศาสตร์ไล่ประชาชนให้ไปสวดมนต์”

ทั้งนี้ สุรเชษฐ์ ยังได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ภาคกลางตอนล่างที่เขื่อนตอนบนเริ่มมีการระบายปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นลงสู่ท้ายเขื่อน ทำให้ปริมาณน้ำจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มท่วมบางพื้นที่แล้ว เช่น อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าน่าจะขยายเป็นวงกว้างไปอีกหลายจุด จึงอยากให้รัฐบาลเร่งจัดการระบบแจ้งภัยพร้อมด้วยข้อความที่มีรายละเอียดดังที่แนะนำไปข้างต้น เพื่อให้อย่างน้อยที่สุด ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์และมีเวลาเตรียมตัวไม่น้อยกว่า 4-5 ชั่วโมง หรือหากเป็นกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนก็จะสามารถออกมาได้ทันท่วงที ไม่อยากให้มีภาพที่น้ำมาถึงแล้วยังมีประชาชนติดอยู่บนหลังคาเพื่อรอกู้ภัยมาช่วยเกิดขึ้นอีก ผู้ป่วยติดเตียง คนชรา หรือกลุ่มเปราะบางควรมีระบบช่วยเหลือเพื่อโยกย้ายไปดูแลให้ความปลอดภัย

ที่ผ่านมาหลายพื้นที่ เช่น อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี หรือนครปฐม เมื่อสถานการณ์น้ำเหนือมากก็เร่งปล่อยระบายน้ำจากเขื่อนลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว พอน้ำมาแล้วก็ถูกปล่อยให้เป็นพื้นที่รับน้ำไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้ชะตากรรม ไม่รู้ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือใดๆมาถึงหรือไม่ หรือมาเมื่อไหร่ ประชาชนริมสองฝั่งน้ำเขาปรับตัวยกบ้านขึ้นสูงจนไม่รู้จะสูงอย่างไรแล้วโดยไม่ต้องรอให้นายกฯมาบอก แต่ก็ยังอยู่ไม่ได้ ปัญหาของเขาที่พบมาตลอดคือการปล่อยน้ำเข้ามาแล้วท่วมขังเป็นเดือนๆโดยไม่มีแผนการระบายน้ำที่เหมาะสม รอจนน้ำเน่าเสียกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคก็จะเกิดปัญหาอื่นซ้ำเติมเข้ามาอีก ดังนั้น หากไม่มีระบบเตือนภัยที่ดีและไม่มีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ประชาชนพื้นที่เหล่านี้ก็จะกลายเป็นผู้รับกรรมที่เขาไม่ได้ก่ออยู่ร่ำไป

Login