‘พิธา’ ยกทีมก้าวไกล บุกภาคตะวันออก

‘พิธา’ ยกทีมก้าวไกล บุกภาคตะวันออก


‘พิธา’ ยกทีม ‘ก้าวไกล’ บุกภาคตะวันออก รับฟังปัญหาประชาชน – ขอโอกาสสร้าง ‘บูรพาแห่งความสุข’

‘พิธา’ ยกทีม ‘ก้าวไกล’ บุกภาคตะวันออก รับฟังปัญหาที่ดิน ขนส่งสาธารณะ และการตั้งศูนย์กักตัวโควิด-19 พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. ขอโอกาสสร้าง ‘บูรพาแห่งความสุข’

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองเลขาธิการพรรค, อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล, ธีรัจชัย พันธุมาศ, อภิชาติ ศิริสุนทร และ เบญจา แสงจันทร์ ลงพื้นที่ ‘ก้าวไกลสัญจรภาคตะวันออก’ เพื่อรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยพรรคก้าวไกลเริ่มต้นการเดินทางที่จังหวัดระยอง ท่ามกลางการต้อนรับที่อบอุ่น

พิธากล่าวถึงปัญหาที่ดินในระยอง พร้อมฝากว่าที่ผู้สมัครส.ส.เขตของระยอง จากพรรคก้าวไกล ได้แก่ บุศรินทร์ ธงศรีเจริญ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ระยอง เขต 1, สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระยอง เขต 3, กฤช ศิลปชัย ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ระยองเขต 4

“พรรคของเราไม่ได้มาหาเสียง แต่พรรคของเรามารับฟังเรื่องราวของพี่น้องประชาชน เพื่อผลักดันและแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนในรัฐสภา ในสมัยที่เป็นประธานกมธ.ที่ดิน ฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวตำบลสะท้อน ซึ่งผมได้ส่งไม้ต่อให้ อภิชาติ ศิริสุนทร ติดตามเรื่องนี้ต่อ ปัญหาเรื่องนี้แก้ง่ายนิดเดียว หากพรรคก้าวไกลมีโอกาสเป็นรัฐบาล การแก้มติคณะรัฐมนตรีปี 2514 จะทำให้เราสามารถออกโฉนดให้พี่น้องประชาชนได้ภายใน1 ปี แก้ปัญหาได้สามารถทำการเกษตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

“ภาคตะวันออกกับระยอง โชคดีในเรื่องภูมิศาสตร์ ข้างหน้าเป็นทะเล ด้านหลังเป็นภูเขา มีถนนตัด 4-5 เลน มีสนามบิน โชคดีมากที่มีทุกอย่าง แต่ในความโชคดีมีความโชคร้าย คือยกเว้นแต่การมีผู้นำที่ดี ที่อยู่เคียงข้างประชาชน ที่จะรับฟังปัญหาประชาชน นี่คือสาเหตุที่ผมต้องมาระยอง มาภาคตะวันออกเพื่อรับฟังปัญหา”

พิธากล่าว

อภิชาติ กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ว่า พรรคก้าวไกลยึดถืออยู่เสมอว่าการปลดปล่อยพันธนาการด้านที่ดินจะทำให้พ่อแม่พี่น้องที่ทำมาหากินในภาคการเกษตร มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต และขอรับปากกับพี่น้องประชาชนว่าจะติดตามปัญหานี้ให้ถึงที่สุด

รังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ประเทศของเราประกอบด้วยคนที่ไร้แผ่นดินเยอะเหลือเกิน เราอยู่กับระบบของประเทศบ้านเมืองที่วิปริต เรามีตั๋วช้าง เรามีบ้านเมืองที่มีความอยุติธรรมต่อประชาชน เราจะไม่ปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องทนอยู่อย่างเดียวดายอีกต่อไป และถ้าในวันนี้เรายังทำไม่สำเร็จ เราสัญญา ว่าเมื่อเรามีอำนาจเราจะทำตามคำสัญญา และผลักดัน รวมถึงแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

ขณะที่ อมรัตน์ กล่าวว่า ความเป็นธรรมไม่เคยเกิดจากการร้องขอ จากอำนาจอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ทุกอย่างเราจะต้องต่อสู้ การที่เรามีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ตนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่จะนำให้เกิดความสำเร็จ การที่พรรคก้าวไกลมีความสามารถในเรื่องของที่ดิน และมีหัวหน้าพรรคที่เข้มแข็ง ความจริงใจต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ หากท่านติดตามงานเราในสภาเราไม่เคยปล่อย เราทำหน้าผู้แทนราษฎรของประชาชนอย่างเต็มที่ คำมั่นสัญญาที่หัวหน้าพรรค และประธาน กมธ.ที่ดิน ให้โอกาสให้พรรคก้าวไกลได้ทำงานรับใช้ในสมัยหน้า ให้ได้ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของพี่น้องประชาชนต่อไป

ด้าน เบญจา กล่าวว่า หลายครั้งที่ตนได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความเจ็บปวดกับพี่น้องประชาชน ในวันนี้พวกเราพรรคก้าวไกลได้มายืนหยัดร่วมกันว่าเราจะยืนยันหมุดในการเปลี่ยนเเปลงวาระของภาคตะวันออก นำไปสู่บูรพาเเห่งความสุข

“ภาคตะวันออกของเราเคยมีความสุข แต่มันขาดหายไป ทั้งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายประมง การจัดการน้ำ และกฎหมายแรงงาน ช้างป่า รวมถึงกรณีการทวงคืนพื้นที่ป่า แต่กลับนำไปทำเขตเศรษฐกิจพิเศษให้กับนายทุนได้ ขอยืนยันว่า เราจะนำว่าที่ผู้สมัครของภาคตะวันออกเข้ารัฐสภา เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนสร้างวาระภาคตะวันออก เปลี่ยนตะวันออกร่วมกัน นำไปสู่บูรพาแห่งความสุข เพื่อคืนชีวิตให้ประชาชน”

ด้าน สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธุ์ กล่าวว่า ระยองไม่ใช่โรงงาน แต่ระยอง คือบ้าน เราจะไม่ให้ระยองเป็นบ้านชั่วคราว ปต่จะทำให้ระยองเป็นบ้านที่อบอุ่น สงบสุข มีสินทรัพย์ให้ลูกหลานได้ มีการศึกษาที่ดี และคุณภาพชีวิตสอดคล้องกัน ไม่ใช่แค่ตัวเมืองก้าวหน้า แต่คุณภาพชีวิตประชาชนต้องก้าวหน้าด้วย

กฤษณ์ ศิลปชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระยองเขต 4 กล่าวว่า ถ้าการเมืองดี เราจะมีผู้แทนเข้าไปผลักดันรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน และผู้แทนของเราจะรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในเรื่องของที่ดินทำกิน ให้พี่น้องประชาชนคือผู้บุกเบิกไม่ใช่ผู้บุกรุก




จากนั้นหัวหน้าพรรคก้าวไกล เเละคณะทำงาน ได้ลงพื้นที่ ขนส่งเก่า จังหวัดระยอง เพื่อรับทราบปัญหาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย เเละพบปะตัวแทนประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านจังหวัดระยอง ณ ร้านเเหลมเจริญ พร้อมพบปะประชาชนบริเวณชายหาด อีกทั้งจะหารือตัวเเทนเครือข่ายภาคตะวันออก 7 จังหวัด

จากนั้น พรรคก้าวไกลลงพื้นที่ศูนย์แยกกักตัวในชุมชนอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ในช่วงเช้าวันที่ 10 ตุลาคม เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในจันทบุรีทุบสถิติผู้ติดเชื้อสูงถึงวันละ 450 โดยศูนย์แยกกักตัวไม่ได้รับงบประมาณจากกระทรวงมหาดไทย จึงต้องนำเงินสะสมของท้องถิ่น ที่ปกติจะต้องนำไปใช้ในการดูแลประชาชนในด้านต่างๆ มาใช้เฉพาะหน้าไปก่อน

พิธา กล่าวว่า ​ตนรู้สึกเห็นใจบุคลากรท้องถิ่นทุกท่านไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรทุกภาคส่วนที่ต้องทำงานอย่างหนัก ทั้งที่ไม่มีงบประมาณในการสนับสนุนเท่าที่ควร ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้มาจากการงดเก็บภาษีที่ดินในท้องถิ่นทำให้งบประมาณไม่เพียงพอ​และงบกลางที่ควรจะนำมากระจายให้กับท้องถิ่นเพื่อจัดการปัญหาก็กลับถูกโยกไปให้นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

ทั้งนี้หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้เสนอให้มีการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า ในลำดับแรกควรต้องทำ bubble and seal ก่อน เพราะคลัสเตอร์ 450 คนล่าสุดเกิดขึ้นในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว อ.เมือง และอ.ท่าใหม่ และก็มาจากแค่ 4 คลัสเตอร์ คือ ตลาดนัด เเรงงานล้งลำไย ก่อสร้าง และงานบุญ ประเพณีและงานศพ ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นควรเริ่มจากมาตรการเบาไปหนัก อาจจะต้องมีการจำกัดมาตรการในกลุ่ม 4 คลัสเตอร์นี้ก่อน มีการใช้ การตรวจ ATK ปูพรม 1 ครั้ง ถึง 2 ครั้ง ต่ออาทิตย์

หากมาตรการนี้ใช้ไม่ได้อาจจะต้องคิดถึงมาตรการล็อกดาวน์แต่ไม่ใช่การล็อกดาวน์ทั้งหมดแต่ต้องล็อกดาวน์ เฉพาะอำเภอที่มีการแพร่ระบาด ไม่ให้แพร่ระบาดข้ามเขตข้ามอำเภอกัน อย่างเช่นพื้นที่ที่มีเเรงงานล้งลำไย หรือเเรงงานข้ามชาติที่ต้องข้ามมาเก็บลำไย ซึ่งหากขั้นที่ 2 เอาไม่อยู่จริงๆ ประการสุดท้ายก็ต้องดำเนินการมาตรการขั้นเด็ดขาดคือ ล็อกดาวน์ทั้งจังหวัด ​ในระหว่างนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีการบริหารเอางบกลางมาใช้ในการเยียวยา ในช่วงที่พวกเขาต้องรักษาตัวหรืออยู่ในช่วง bubble and seal พิธากล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อเสนอที่ตนเสนอ 3 ข้อนี้ เปรียบเหมือนบันได 3 ขั้นไล่จากเบาไปหนัก มีการเตรียมพร้อมก่อนที่มันจะระเบิด และมีการเยียวยาเมื่อจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อทำให้จันทบุรีกลับมาสู่สถานการณ์ปกติได้เร็วที่สุด

ในบ่ายวันเดียวกันนั้น พรรคก้าวไกลลงพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อประชุมร่วมกันกับภาคเอกชน พร้อมเสนอกระดุม 5 เม็ด พลิกฟื้นตราดจากบ้านท้ายซอยเป็นประตูสู่อาเซียน โดยพิธากล่าวว่า จังหวัดตราดมีทั้ง ทุเรียน เงาะ มังคุด สับปะรด มีการท่องเที่ยว มี 50 กว่าเกาะ มีหาดทรายขาว มีหาดทรายดำ มีการค้าชายแดน มีโอกาสและศักยภาพมากมายมหาศาล แต่สิ่งที่เราพบคือตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รายได้ต่อหัวของจังหวัดตราดย่ำอยู่กับที่มาโดยตลอด ดังนั้นหากรัฐบาลไม่สามารถทำให้จังหวัดตราดที่เป็นเหมือนจังหวัดในฝันที่รัฐบาลคอยอ้างอยู่ตลอดเวลารวยขึ้นมาได้ ไม่สามารถทำให้นักธุรกิจและเกษตรกรของตราดลืมตาอ้าปากได้ รัฐบาลก็ไม่มีวันที่จะแก้ไขปัญหาการเศรษฐกิจของประเทศนี้ได้อย่างแน่นอน

“ข่าวร้ายก็คือจังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่รัฐบาลแทบไม่ให้ความสนใจ ผมเห็นงบประมาณประเทศไทย เห็นงบประมาณของจังหวัดตราดแล้ว สรุปปัญหาใจกลางของจังหวัดตราดเอาไว้ได้ 4 พยางค์คือ ‘รัฐไม่เหลียวแล’ คือรัฐบาลมองจังหวัดตราดเหมือนเป็นบ้านที่อยู่ท้ายซอย ไม่ได้มองว่าเป็นประตูสู่อาเซียน”

ทั้งนี้ พิธา ระบุถึงข้อเสนอกระดุมห้าเม็ดว่าหากเราติดกระดุมเม็ดแรกได้ถูก ปัญหาที่เหลือจะแก้ได้ง่ายมาก แต่ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด การแก้ไขปัญหาที่เหลือจะยุ่งเหยิงจนไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

กระดุมเม็ดแรกของปัญหาภาคการเกษตรไทยคือที่ดิน หากเกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองปัญหาอื่นๆ จะแก้ไขได้ไม่ยาก ซึ่งเรื่องที่ดินทำกินนี้เราเห็นได้ชัดเลยว่ารัฐนอกจากจะไม่ให้ความสนใจแล้วยังทำให้ปัญหาซับซ้อนยุ่งยากไปมากกว่าเดิมอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น กรณีของป่าทับที่และที่ดินอุทยานประกาศหลังจากที่ประชาชนเข้ามาอยู่อาศัย โดยเฉพาะบนเกาะช้าง ที่ตนได้ไปดูมาด้วยตาตนเอง โรงเรียนตั้งขึ้นมาปี 2517 เขตอุทยานประกาศตอนปี 2525 ประกาศเขตอุทยานทับที่ดินของชาวบ้านเสียอย่างนั้น เรื่องนี้ผมและคณะกรรมาธิการที่ดินก็ต่อสู้อยู่ แต่ถ้าไม่เปลี่ยนรัฐบาล กรมอุทยานก็จะยืนยันที่จะไม่เปลี่ยนแนวเขต หากเราไม่แก้กระดุมเม็ดแรกนี้ให้ถูกต้องเกษตรกรไทยก็จะพัฒนาไปข้างหน้าด้วยความยากลำบาก

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลดล็อกศักยภาพของตราดออกมา โดยเริ่มจากปลดล็อกรัฐที่กรุงเทพฯ ที่มันกดทับอยู่ การพัฒนาตราดให้ก้าวกระโดดต่อไป ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้ยึดติดกับการทำงานแบบราชการแบบเดิมๆ และต้องเป็นคนที่เข้าใจภาคตะวันออกอย่างแท้จริง อย่างเช่น ส.ส. ศักดินัย นุ่มหนูที่ต่อสู้เพื่อพี่น้องประมง พี่น้องชาวสวนผลไม้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในรัฐสภาเสมอมา หรืออย่าง ส.ส. ญาณธิชา บัวเผื่อน จากจันทบุรี ลูกหลานชาวสวนผลไม้ตัวจริงเสียงจริง ส.ส. เบญจา แสงจันทร์ จากชลบุรี ที่พร้อมชนกับผู้มีอำนาจทุกรูปแบบ”

พิธา กล่าว

พิธา กล่าวต่อไปว่า หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ผมจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล และถ้าผมเป็นรัฐบาล คนที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและมือขวาด้านเศรษฐกิจของผมก็คือคุณศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งไม่เพียงแต่จะเก่งและแกร่งที่สุด แต่ยังเป็นลูกหลานของภาคตะวันออก ถ้าผมเป็นรัฐบาล จะเป็นรัฐบาลที่เข้าใจภาคตะวันออกไม่เป็นสองรองใคร เราจะไม่มองภาคตะวันออกเป็นเพียงแค่นิคมและท่าเรือของกรุงเทพ แต่จะเป็นโมเดลของประเทศในการพัฒนาเกษตรและการท่องเที่ยวมูลค่าสูง

Login