ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เอื้อนายทุนใหญ่จนน่าเกลียด

ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เอื้อนายทุนใหญ่จนน่าเกลียด


‘ก้าวไกล’ เรียกสอบ ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน หวั่นเอื้อทุนใหญ่

‘ก้าวไกล’ เรียกสอบโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หวั่นเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่จนน่าเกลียด ประชาชนเสียประโยชน์ ทั้งที่เป็นผลจากการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่ล้มเหลวของรัฐบาล

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ได้เรียกให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ได้แก่ (1) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) (2) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และ (3) บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ผู้ได้รับสัมปทานในสัญญาโครงการฯ 50 ปี มูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาท มาชี้แจงในคณะอนุกรรมาธิการฯ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดสภาและเปิดประเทศ

สุรเชษฐ์ กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจและมีข้อกังขาตลอดมาถึง ‘ความเป็นไปแล้ว’ ในการจัดโครงการนี้มาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่ แต่ไม่สมหวังดังใจกลายเป็น ‘ทุกขลาภ’ ด้วยความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารจัดการปัญหาโควิด ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่ควรจะเป็น”

“ประเด็นสำคัญตอนนี้อยู่ที่ความพยายามที่จะ ‘ผ่อนผัน’ ให้เอกชนไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาร่วมลงทุนที่จะต้องชำระค่าสิทธิ์ร่วมลงทุนในแอร์พอร์ต เรลลิงก์ (ARL) 10,671.09 ล้านบาท ภายใน 24 ตุลาคม 2564 ซึ่งหากยึดตามสัญญาก็ต้องถือว่าเอกชน ‘เบี้ยว’ ไม่จ่ายเงินตามกำหนดไปแล้ว ต้องพิจารณาโทษหรือค่าปรับตามสัญญา แต่รัฐบาลมีความพยายามที่จะช่วยเหลือเอกชน”

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ‘รับทราบและเห็นชอบ’ ตามที่ สกพอ. เสนอ โดย ‘เลี่ยง’ การเบี้ยวสัญญา โดยใช้ช่อง MoU (Memorandum of Understanding) ให้หน่วยงานทั้ง 3 ที่คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเชิญมาชี้แจงไปตกลงกันเองว่าจะผ่อนผันการชำระค่าสิทธิ์ร่วมลงทุนอย่างไร

ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลฯ ได้ประชุม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2564 และวันที่ 7 กันยายน 2564 โดยมีมติว่า “สถานการณ์โรคระบาดของโควิด-19 ไม่ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเหตุผ่อนผันในการไม่ชำระเงินใดๆ ตามสัญญาร่วมลงทุนฯ ข้อ 28.1(3)(ข)”

“จุดยืนของผมและพรรคก้าวไกลคือทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน พวกเราเข้าใจถึงผลกระทบจากสถานการณ์โควิดและความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง แต่การเจรจากับเอกชนต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลและโปร่งใส หากเป็นไปตามข่าวที่ว่าเอกชน ‘ขอแบ่งจ่าย 10 งวด 10 ปี’ ผมถือว่ามันน่าเกลียดเกินไปมาก จึงจำเป็นต้องมีการประชุมเพื่อตรวจสอบรายละเอียดและป้องปรามไม่ให้มีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างเกินงาม”

สุรเชษฐ์ ให้ข้อคิดทิ้งท้าย

Login