ก้าวไกลลุยหางบให้ผู้ว่าชัชชาติ ไว้โอบอุ้มเด็ก กทม. ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา

ก้าวไกลลุยหางบให้ผู้ว่าชัชชาติ ไว้โอบอุ้มเด็ก กทม. ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา


สิ่งที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เตือนมาโดยตลอดก็คือ ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา หลังการระบาดของโควิด และการที่เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา นั่นจะส่งผลเสียอย่างมากต่อการพัฒนาของประเทศ วิวัฒนาการทางสังคมในอนาคต และยังทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกด้วย

มาตรการที่จะแก้ปัญหาไม่ให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ตรงที่สุด และโปร่งใสที่สุด ก็คือ การอุดหนุนทุนการศึกษา เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการไปเรียนหนังสือ และค่าอุปกรณ์การเรียนให้แก่เด็กยากจนพิเศษ

แต่จากการพิจารณางบ กทม. ในปี 66 ไม่พบการจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาเลย ราวกับว่ากรุงเทพไม่เคยมีการระบาดของโควิดเกิดขึ้นมาก่อน ไม่พบงบทุนการศึกษาให้กับเด็กยากจน แม้แต่งบเพื่อใช้ในการจัดการสอนเสริมให้กับนักเรียนที่เรียนตามไม่ทันในช่วงโควิดระบาด ก็ยังไม่พบ

เท่าที่พบ มีเพียงทุนส่งเสริมการศึกษานักเรียนที่เรียนดี 990,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนดีเด่น 500,000 บาท รวมแล้ว 1,490,000 บาท เท่านั้น กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. 200,000 คน และเป็นงบทุนการศึกษาที่ให้สำหรับ “เด็กที่เรียนดี” และ “เด็กที่เป็นนักเรียนดีเด่น” เท่านั้น แล้วเด็กที่อยากเรียนแต่ไม่ได้เรียนล่ะ จะทำอย่างไร งบอยู่ตรงไหน

มีการประเมินเบื้องต้นว่า เด็กทุกๆ 100 คน จะพบเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 16 คน ที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ดังนั้นหากพิจารณาจำนวนนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. ประมาณ 200,000 คน เท่ากับว่า น่าจะมีเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากปัญหาความยากจนเฉียบพลัน หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และเศรษกิจที่ฝืดเคืองของครอบครัว ประมาณ 30,000 คน

ถ้าจะจัดงบทุนการศึกษาให้กับเด็กจำนวน 30,000 คน คนละ 5,000 บาท ก็จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 150 ล้านบาท ซึ่งไม่มากเลย ประเด็นสำคัญคือ จะเอางบ 150 ล้าน มาจากตรงไหน

นั่นก็คือ การปรับลดงบประมาณที่อาจจะมีความจำเป็นรองลงมา เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณในส่วนนี้ เบื้องต้นพบงบประมาณที่น่าจะปรับลดได้ ดังนี้

  1. งบค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการศึกษาเพิ่มเติม ฝึกอบรม และดูงานในประเทศ และต่างประเทศ ของสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งงบไว้สูงถึง 60 ล้านบาท ในขณะที่งบทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน 200,000 คนมีเพียง 1,490,000 บาท เท่านั้น ซึ่งคิดว่าปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ได้ถึง 30 ล้านบาท
  2. งบปรับปรุงค่ายลูกเสือ 2 แห่งของสำนักการศึกษารวม 70.6 ล้านบาท คาดว่าการจัดค่ายลูกเสือในปี 66 ก็น่าจะทำได้อย่างจำกัด หากปรับลดงบส่วนนี้ลง ให้เพียงบำรุงรักษาเพื่อคงสภาพไม่ให้เสื่อมโทรม ก็น่าจะปรับลดงบประมาณลงได้ 40 ล้านบาท
  3. ค่าจ้างเหมาสำรวจสื่อประชาสัมพันธ์ และค่าวัสดุประชาสัมพันธ์ ที่รวมๆ แล้วมีงบสูงถึง 8.1 ล้านบาท น่าจะปรับลดลงได้ 2 ล้านบาท
  4. ค่าจ้างเหมาตกแต่งประดับไฟฟ้างานพิธีฯ และค่าวัสดุตกแต่ง ที่มีงบรวมกันที่ 104 ล้าน หากเข้มงวดในขั้นตอนการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง ก็น่าจะปรับลดงบลงได้ 20 ล้านบาท
  5. งบค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับภารกิจ และ/หรือ นโยบายที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ที่มีรายละเอียดเพียงแค่ 1 บรรทัด แต่มีการตั้งงบเอาไว้สูงถึง 3,953 ล้านบาท หากไม่มีรายละเอียดชี้แจงที่เพียงพอ จริงๆ สามารถปรับลดงบประมาณลงได้ 50% เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการจัดจัดสรรเอางบประมาณส่วนนี้มาใช้เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้กับนักเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาสัก 50-100 ล้านบาท ก็น่าจะมีความเป็นไปได้


คณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณ กทม. มีอยู่ทั้งหมด 62 คน มาจากผู้ว่าชัชชาติ 15 คน และมี ส.ก.ก้าวไกล อีก 14 คน รวมแล้ว 29 คน ขออีกแค่ 3 เสียงเท่านั้น เราก็จะสามารถช่วยหางบให้กับผู้ว่าชัชชาติ ไว้ใช้โอบอุ้มเด็กนักเรียน กทม. ไม่ให้ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาได้สำเร็จ

ผมได้รับมอบหมายจากพรรคก้าวไกลให้ดูแลงานในพื้นที่ กทม. และปริมณฑลเป็นหลัก และผมเองก็เคยรับปากอาจารย์ชัชชาติเอาไว้ว่า ผมจะใช้ความรู้ความสามารถด้านงบประมาณช่วยงานอาจารย์อย่างสุดความสามารถ ผม และ ส.ก.ก้าวไกล 14 คน พวกเราเต็มที่กับอาจารย์แน่นอน ไม่ต้องห่วงครับ

Login

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า