ก้าวไกลดันร่างกฎหมาย ยุติการอุ้มหาย-ซ้อมทรมาน

ก้าวไกลดันร่างกฎหมาย ยุติการอุ้มหาย-ซ้อมทรมาน


6 ส.ส. ‘ก้าวไกล’ หนุน พ.ร.บ.ป้องกันซ้อมทรมานและอุ้มหาย – ‘โรม’ ย้ำ เป็นกฎหมายสำคัญต่อการคุ้มครองประชาชน เหน็บยุค คสช. หาย 9 ราย แต่รอจนมีเหตุ ‘ผู้กำกับโจ้’ สภาจึงพิจารณา

ส.ส. ของพรรคก้าวไกล อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. … หลังจากที่รัฐสภานำเข้ามาพิจารณาวาระหลักการร่างพ.ร.บ. นี้ในวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา

รับชมการอภิปรายฉบับเต็มของผู้อภิปรายทั้ง 6 คนได้ที่นี่



ณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายถึงสถานการณ์การซ้อมทรมานและอุ้มหายในประเทศไทยว่า รายงานอย่างเป็นทางการของสหประชาชนชาติ ระบุว่า มีคนที่ถูกบังคับสูญหายในประเทศ ระหว่างปี 2523-2561 อย่างน้อย 86 คน มากเป็นอันดับสามของอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการสูญหายของ ทนง โพธิ์อ่าน, ทนายสมชาย นีละไพจิตร, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, พอละจี รักจงเจริญ, กมล เหล่าโสภาพันธ์, พ่อเด่น คำแหล้ ตลอดจน วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น 

ส่วนการซ้อมทรมาน เฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้ ที่มีรายงานเป็นทางการใน 2 ช่วง คือ จากศูนย์ทนายความมุสลิม ปี 2550-2557 มีข้อร้องเรียนเรื่องการทรมาน 364 เรื่อง ยุคต่อมาคือ หลังการรัฐประหารของ คสช. ข้อมูลจากกลุ่มทำด้วยใจ, เครือข่ายสิทธิฯ และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ปี 2557 ถึงปัจจุบัน พบว่า มีข้อร้องเรียนเรื่องการทรมาน 250 เรื่อง เช่น กรณีการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวในค่ายทหารของ อับดุลเลาะ อีซอมูซอ, กรณีของ อิหม่ามยะผา กาเซ็ง และกรณีของครอบครัวชื่นจิต ที่มายื่นหนังสือในวันนี้หลังต่อสู้เรื่องนี้มาแล้ว 12 ปี


ต่อมา พลตำรวจตรีสุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า สิ่งสำคัญที่อยากเสนอเพิ่มเติมคือ นิยามของผู้เสียหาย ซึ่งไม่ควรมีแค่ บิดา มารดา บุตร ภรรยาหรือผู้สืบสันดานเท่านั้น ในกรณีไม่ปรากฏผู้เสียหาย ควรให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นผู้เสียหายเพื่อร้องแทนได้ด้วย ส่วนผู้กระทำก็ไม่ได้มีเพียงตำรวจเท่านั้น แต่ยังมีทหารและผู้ใช้อำนาจรัฐอื่นๆ ที่มีอำนาจควบคุมจับกุมสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงราชทัณฑ์ก็เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่รัฐ

พลตำรวจตรีสุพิศาลกล่าวว่า การใช้รูปแบบจารีตนครบาลควรต้องหายไป ต้องไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเอาไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์แล้วถีบลง ไม่มีการเอาถุงคลุมหัว หมุนโม่แล้วเอาปืนยัดมือผู้ถูกกระทำให้เหนี่ยวไกใส่ตัวเอง ต้องไม่มีการจับให้ไปนอนกอดน้ำแข็ง ไม่มีการเอาไฟฟ้าช็อตอวัยวะ

“สิ่งที่เจ้าพนักงานของรัฐเรียนรู้ลักจำมาผิดๆ ต้องเลิกให้หมด รวมถึงเจตนาที่ผิดและเจ้านายที่มีส่วนรู้เห็นคือบ่อเกิดของการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ต้องมีกองทุนเพื่อสนับสนุนกฎหมายนี้ เพราะต้องใช้เงินในการดูแลคนที่ให้ข้อมูลครอบคลุมไปถึงญาติของผู้มาร้องเรียน สุดท้ายขอเสนอให้คดีเหล่านี้ต้องไม่มีอายุความ ส่วนคดีเก่าอย่างยาเสพติดที่ถูกคลุมถุงดำต้องโอนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำ”




ด้าน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า สำหรับคนที่ต้องลาจากครอบครัวโดยไม่ได้ร่ำลา คงไม่สามารถจินตนาการถึงความเจ็บปวดอย่างนั้นได้เลย หากไม่ได้ประสบเหตุด้วยตัวเอง แต่เรากลับอยู่ในประเทศแบบนี้ต่อเนื่องมาหลายสิบปีโดยไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ที่เป็นเช่นนี้เกิดมาจากวัฒนธรรมอำนาจนิยม ซึ่งประเทศนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสงสัยแต่ไม่มีคำตอบ

“จารีตนครบาลที่ถูกยกเลิกไปแล้วในสมัย ร.5 จารีตนครบาลคือการซ้อมทรมานผู้ต้องหาด้วยการการตอกเล็บบีบขมับ เรายังสิ่งนั้นอยู่ใน พ.ศ.นี้ บนโรงพัก เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้มาเป็นการใช้ถุงดำ เป็นการใช้ผ้าชุบน้ำห่อตัวแล้วทุบตีเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลภายนอกแต่ช้ำในตาย ทั้งที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีต่อต้านการซ้อมทรมานมา 44 ปีแล้ว ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็มีข้อห้ามในการซ้อมทรมาน และมีภาคประชาสังคม เช่น แอมเนสตี้ ที่พยายามผลักดันเสนอกฎหมายป้องการการซ้อมมทรมานและอุ้มหายมากว่า 10 ปี แต่ก็ไม่เกิดผล”

“กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในอดีตเคยมีการพิจารณาวาระหนึ่งไปแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ว่าแต่ละครั้งกลับถูกปัดตกด้วยอุปสรรคต่างๆ นานา จึงยังไม่กฎหมายนี้เสียที”

อมรัตน์กล่าว พร้อมยืนยันว่า จะสนับสนุนร่างของกรรมาธิการในครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยแสดงความจริงใจในการทำให้เกิดกฎหมายนี้ ซึ่งเห็นได้จากการขัดขวางการทำรายงานของคณะทำงานของสหประชาชาติ




ส่วน มานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คนไทยถูกบังคับสูญหายและถูกทรมานจำนวนมาก ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น กรณี ‘บิลลี่’ พอละจี รักจงเจริญ ซึ่งเป็นผู้ต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน แต่ถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐควบคุมตัวไปบริเวณผืนป่าแก่งกระจาน จากนั้นก็ไม่มีใครพบตัวอีก สิ่งที่พบคือ เจ้าหน้าที่กระทำการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีการแทรกแซงกระบวนการสืบสวนสอบสวนโดยไม่มีอิสระ

“เพราะยังมีคนตัวเล็กตัวน้อยที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กฎหมายนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชน เพื่อให้คนตัวเล็กตัวน้อย คนที่ต่อสู้กับความอยุติรรม คนที่ออกมาบอกความจริง คนที่เปิดเผยความไม่ถูกต้องได้รับความคุ้มครอง และกฎหมายนี้ก็จะเป็นเครื่องมือที่ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐในการผดุงความยุติธรรมด้วย” 




ขณะที่ รังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับที่เสนอเข้ามาโดยภาคประชาชน และต่อมามีการแก้ไขเพิ่มโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งรังสิมันต์ขอให้ถือว่าเป็นการคารวะต่อผู้ถูกซ้อมทรมานและอุ้มหายในประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมา

เฉพาะยุค คสช. มีผู้ที่ถูกอุ้มหายไปอย่างน้อย 9 คน ส่วนใหญ่คือผู้ที่ต้านรัฐบาล ซึ่งจำเป็นต้องเอ่ยชื่อ ได้แก่ อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน, ชัชชาญ ปุบผาวัลย์หรือสหายภูชนะ, ไกรเดช ลือเลิศ หรือสหายกาสะลอง, ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ หรือลุงสนามหลวง, กฤษณะ ทัพไทย หรือสหายยังบลัด, สยาม ธีรวุฒิ หรือสหายข้าวเหนียวมะม่วง และเด่น คำแหล้ เป็นแกนนำชาวบ้านที่ต่อต้านนโยบายทวงคืนผืนป่าที่รังแกคนจนของคสช. ซึ่งในจำนวน 9 คนนี้มี 3 คน ที่ถูกพบว่าเสียชีวิตแล้ว โดยถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมเอาเสาปูนยัดท้องและลอยมาติดริมแม่น้ำโขง

ส่วนผู้ที่ถูกซ้อมทรมานก็มักเป็นกลุ่มบุคคลที่รัฐมองพวกเขาอย่างมีอคติ เช่น เมื่อช่วงกรกฎาคม 2563 เกิดกรณีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่บาดเจ็บสาหัสขณะถูกสอบสวนในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี แต่เจ้าหน้าที่กลับอ้างว่า เขาลื่นล้มในห้องน้ำ และท้ายที่สุดก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

รังสิมันต์ กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ทั้งหลายนี้ ทำให้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2563 ภาคประชาชนทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนครอบครัวของเหยื่อผู้ถูกกระทำ ได้ร่วมกันยื่นร่างพ.ร.บ. การซ้อมทรมาน ต่อกมธ. การกฎหมาย สภาฯ ที่ในขณะนั้นมีปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีมติให้แต่ละพรรคเสนอกฎหมายโดยไม่แบ่งแยกฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 เกิดกรณีอุ้มหายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีประวัติต่อต้านคสช. กมธ.กฎหมายฯ จึงเร่งดำเนินการ โดยนำร่างของประชาชนมาแก้ไขเพิ่มเติมให้เกิดความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเสนอต่อสภาฯ แล้ว โดยส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมกันลงชื่อ

“สาระสำคัญของร่างดังกล่าวคือ การกำหนดให้การซ้อมทรมานและการอุ้มหายเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยผู้มีความผิดรวมถึงผู้มีส่วนร่วมที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยและผู้กระทำผิดนอกราชอาณาจักรด้วย และให้ผู้เสียหายหมายความรวมถึงคู่ชีวิต บุพการี ผู้สืบสันดานของผู้ถูกกระทำด้วย”

“ให้มีการตั้งคณะกรรมการป้องกันการซ้อมทรมาน มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย รวมถึงการป้องกันมิให้มีการปกปิดการควบคุมตัวบุคคล และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมตัวบุคคลต้องบันทึกและรายงานข้อมูลผู้ถูกคุมตัว โดยญาติของผู้ถูกคุมตัวหรือคณะกรรมการฯ มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล หากมีการปฏิเสธก็มีสิทธิ์ร้องต่อศาลเพื่อให้สั่งให้เปิดเผยข้อมูลได้ หรือหากมีข้อร้องเรียนการกระทำผิดเกิดขึ้น คณะกรรมการฯ สามารถร้องขอศาลเพื่อให้สั่งยุติการกระทำได้”

“เมื่อเทียบกับร่างฉบับครม. แล้ว ร่างของกมธ. กฎหมายฯ ยังมีการเพิ่มความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือการกระทำที่ทำให้เกิดอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลเข้ามา และให้ความผิดทั้งหมดตามร่างพ.ร.บ. นี้ไม่มีอายุความ เนื่องจากเป็นความผิดที่ใช้เวลายาวนานในการรวบรวมหลักฐานและพิจารณาข้อเท็จจริง และกำหนดให้มีการสืบสวนสอบสวนคดีอุ้มหายที่เกิดขึ้นก่อนที่ร่างพ.ร.บ.นี้จะบังคับใช้ด้วย เพื่อค้นหาความจริงและคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกกระทำในอดีต จึงหวังว่าการรับหลักการร่างพ.ร.บ. นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดวงจรอุบาทว์ ที่ประชาชนเห็นต่างจากรัฐจนบาดเจ็บล้มตายหรืออุ้มหายไร้ร่องรอย”



รังสิมันต์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า จะเห็นว่าร่างของ กมธ.มีความเข้าใจและคุ้มครองผู้ถูกกระทำมากกว่าร่างของรัฐบาลที่ยื่นประกบเข้ามาภายหลัง และได้ยื่นไปนานแล้ว แต่มักถูกบรรจุเป็นวาระไว้ท้าย ส่วนกฎหมายด่วนที่เสนอมาโดยคณะรัฐมนตรีมักได้รับการพิจารณาก่อนเสมอ ต้องรอให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้อมผู้ต้องหาจนเสียชีวิตอีกครั้ง ซึ่งก็คือกรณี ผู้กำกับ สภ.นครสวรรค์ จึงมาได้พิจารณาร่างนี้ในวันนี้ อย่างไรก็ตาม อย่าปล่อยให้มีครอบครัวไหนทุกข์ทรมานแบบนี้อีก อย่าปล่อยให้ทุรชนหน้าไหนกระทำแบบนี้อีกแล้วลอยนวลพ้นผิดไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่สภาจะได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเสียที


ส่วน ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ประเด็นที่อยากฝาก หากร่างกฎหมายนี้ผ่านวาระหนึ่งและมีการพิจารณาในชั้นกมธ. ต่อไป คือ กรณีที่พบเหตุฉุกเฉิน จะให้มีคณะกรรมการสักชุดหนึ่งสามารถมีอำนาจสั่งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับเหตุทันทีได้หรือไม่ เพราะการรอหลักฐานหรือร้องต่อศาลอาจช้าเกินไป หากมีเหตุเกิดขึ้นและมีการร้องเข้ามา ส่วนกรณีที่มีการขัดขวางก็ให้มีความผิดที่หนักขึ้น เพื่อให้กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่สามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริง

Login