ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่มีวันยอมให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่มีวันยอมให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน


ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ : คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การไม่ให้สิทธิประกันตัวและการทำร้ายผู้เห็นต่างทางการเมือง สะท้อนอาการลงแดงของประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ในการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่ม Re-Solution ถึงเวลารัฐธรรมนูญใหม่ วันนี้ ผมและสมาชิกพรรคก้าวไกลไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน เพราะนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขปมปัญหาใจกลางของสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ”


ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ คือระบอบการเมืองที่อนุญาตให้มีประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเล็กๆ น้อยๆ เป็นไม้ประดับ ตราบเท่าที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ไปกระทบกับอำนาจของชนชั้นนำจารีต

ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ คือระบอบการเมืองที่อนุญาตให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งบ้างเป็นครั้งเป็นคราว แต่จะไม่ยอมให้อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของประชาชน อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งต้องถูกกดเอาไว้ให้อยู่ใต้อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

เมื่อประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นแบบนี้ จึงไม่แปลกที่เราจะยังสามารถสอนกันในห้องเรียนอย่างไม่เคอะเขินได้ว่า ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตลอดมา แม้ในยามที่บ้านเมืองถูกปกครองด้วยคณะรัฐประหาร แม้ในยามที่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนถูกทำลายลง แม้ในยามที่กองทัพหรือสถาบันการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาชนมีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลพลเรือน หรือแม้แต่ในยามที่ประชาชนถูกยิงตายกลางเมืองโดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด

การรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญโดยกองทัพเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2490 การรัฐประหารครั้งนั้นถือเป็นการตอบโต้การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร และวุฒิสภาอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ก็มาจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2490

สำหรับสังคมไทย วุฒิสภาจึงไม่ได้มีที่มาจากรากฐานทางประวัติศาสตร์อะไรเหมือนอังกฤษ หรือไม่ได้มีที่มาจากการความจำเป็นของรูปแบบรัฐเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา แต่วุฒิสภาของไทยเป็นสถาบันทางการเมืองที่คณะรัฐประหารกับกลุ่มชนชั้นนำจารีตออกแบบมาเพื่อกำกับควบคุมและกดทับอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง โดยหลอกเราในหนังสือเรียนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีวุฒิสภาเพื่อช่วยกลั่นกรองกฎหมาย หรือเพื่อสร้างกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ

ดังนั้น วุฒิสภาจึงเป็นป้อมปราการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ประชาชนและผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากประชาชนควรถอดรื้อออกไป



พวกเราถูกฝังหัวมาโดยตลอดว่าปัญหาของการเมืองไทยเกิดขึ้นจาก “นักการเมือง” ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เวลาเราจะปฏิรูปการเมืองกัน จึงพุ่งเป้าไปแต่การจัดการกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล ซึ่งได้อำนาจโดยตรงมาจากประชาชน

เราไม่ปฏิเสธว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งยังมีปัญหาต้องแก้ไขปรับปรุงอีกหลายอย่าง แต่เราอยากจะบอกว่า นักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนี่นั้นอันตรายยิ่งกว่า เครือข่ายนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ เป็นอภิสิทธิ์ชน ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ บางทีวิพากษ์วิจารณ์ก็ยังไม่ได้

เครือข่ายอำนาจเหล่านี้ฝังตัวอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ อันศักดิ์สิทธิ์ อยู่เหนืออำนาจของประชาชน ไม่ว่าจะในนามความมั่นคงของชาติ ในนามตุลาการภิวัตน์ หรือในนามองค์กรอิสระ ที่อิสระอย่างสิ้นเชิงจากประชาชน

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พวกเราควรต้องมาช่วยกันออกแบบระบบการเมืองกันใหม่ ให้อำนาจสูงสุดของประชาชนนั้นปรากฎเป็นจริงให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม มีระบบการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพและยึดโยงกับประชาชน ไม่เช่นนั้นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ร้าวลึกลงเรื่อยๆ ในรอบเกือบสองทศวรรษ จะไม่สามารถคลี่คลายลงไปได้



ผมอยากจะเตือนด้วยความหวังดีว่า เราไม่สามารถปล่อยให้สิ่งที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้ ฉุดรั้งและกัดกินสังคมไทยต่อไปได้อีกแล้ว เราเหลือเวลาอีกไม่มากนักหากเราจะต้องตั้งหลักกันใหม่ เพื่อช่วยกันพลิกฟื้นสังคมไทยให้พร้อมเผชิญหน้ากับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อสัปดาห์ก่อน พวกเรา พรรคก้าวไกลไม่สบายใจอย่างยิ่งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเข้าชื่อกันมาให้เราพิจารณาในวันนี้ เสนอให้ปฏิรูปที่มา อำนาจ และการตรวจสอบศาลรัฐธรรมนูญด้วย และขณะที่เรากำลังพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องการแก้ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ กันอยู่นั้น คำวินิจฉัยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เหตุการณ์ผู้ชุมนุมถูกยิงด้วยกระสุนปืนเมื่อวานซืน ตลอดจนคำสั่งไม่ให้ประกันตัวคุณรุ้ง ผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 เมื่อวาน กลับสะท้อนให้เห็นอาการ “ลงแดง” ของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้กำลังมองเห็นประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาว ว่าเป็นศัตรูของชาติซึ่งจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก แทนที่จะมองเห็นพวกเขาเป็นอนาคตของชาติ

ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ นี้กำลังทำลายโอกาสและพื้นที่ที่พวกเราจะสามารถแสวงหาฉันทามติร่วมกันได้อย่างสันติ แม้จะไม่ได้เห็นด้วยกันทั้งหมดทุกเรื่อง

ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ กำลังผลักให้ความคิดและเสียงของประชาชนที่ชนชั้นนำจารีตไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยิน ให้ไปเป็นขบวนการล้มล้างการปกครอง ไปเป็นคู่ขัดแย้งกับสถาบันพระมหากษัตริย์และกลุ่มผู้จงรักภักดี

สภาวะเช่นนี้อันตรายอย่างยิ่งกับสังคมไทย แต่ผมยังเชื่อว่า พวกเราพอจะมีเวลาแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้ก่อนจะสายเกินการณ์ เราอยากเชิญชวนให้เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรช่วยกันยืนยันอำนาจสูงสุดของประชาชนด้วยการโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน



เราอยากเชิญชวนให้ผู้จงรักภักดีหยุดคิดสักนิด หยุดผลักให้คนที่คิดเห็นต่างไปกลายเป็นขบวนการล้มล้างการปกครอง แล้วแสดงให้ประชาชนเห็นว่า สังคมไทยสามารถจะรักษาสิ่งที่พวกท่านรักและหวงแหนได้ โดยไม่ต้องทำลายอำนาจสูงสุดของประชาชน

สังคมไทยยังสามารถจะรักษาสิ่งที่พวกท่านรักและหวงแหนได้ โดยไม่ต้องทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชนสังคมไทยยังสามารถจะรักษาสิ่งที่พวกท่านรักและหวงแหนได้ โดยไม่ต้องเอาใครไปขังคุกแบบไม่มีชื่อไม่มีแป


ร่วมกันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาในประเทศของเราได้ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ประเทศของเราเดินหน้าไปสู่ทางตัน

Login