ณัฐพงษ์ ชง กมธ. เชิญห้างดังย่านบางแค ถกกรณีรุกลำกระโดงสาธารณะ ทำน้ำท่วมซ้ำซาก


บางแคระทม คำสั่งศาลไร้ความหมาย สองหน่วยงานโยนปัญหาห้างดังรุกลำน้ำสาธารณะ ยืดเยื้อ 20 ปี - ‘ณัฐพงษ์’ ชง กมธ.ปกครองฯ เชิญผู้เกี่ยวข้องถกหาทางออก

คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือเทียบเชิญ กทม. สำนักงานเขตบางแค และบริษัท ธนบุรี เรียล เอสเตท ตามหนังสือเลขที่ สผ 0018.09/4556-4559 เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีห้างดังย่านบางแครุกล้ำลำกระโดงสาธารณะ เข้าร่วมชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการในวันที่ 15 กันยายน นี้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในย่านบางแคอย่างต่อเนื่องของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. เขตบางแค พรรคก้าวไกล

ณัฐพงษ์กล่าวว่า “ผมตัดสินใจเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมาธิการการปกครองผ่าน ส.ส.วุฒินันท์ บุญชู กมธ.ปกครองฯ ในสัดส่วนพรรคก้าวไกล เพื่อให้กมธ.ใช้เวทีนี้เป็นเวทีในการหาทางออกร่วมกัน ให้เอกชนผู้กระทำผิดได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ให้ปัญหาได้รับการแก้ไข และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

“ผมต้องขอบคุณประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง ที่ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่วาระการพิจารณาอย่างเร่งด่วน ซึ่งภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินไปแล้วว่า โทษอาญาตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้กรรมาธิการไม่สามารถคาดโทษหน่วยงานเอกชนที่ฝ่าฝืนคำสั่งเรียกได้ พวกเราจึงได้หวังว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะยินดีเดินทางเข้าชี้แจงต่อกมธ.ในวันพุธที่ 15 กันยายน 2564 นี้ ที่อาคารรัฐสภาด้วยความสมัครใจ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการหาทางออกร่วมกันต่อกรณีดังกล่าว”



การเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีการรุกล้ำลำกระโดงสาธารณะสืบเนื่องมาจากวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ณัฐพงษ์ได้ตั้งกระทู้ถาม พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากบริเวณจุดตัดถนนเพชรเกษม-ถนนกาญจนาภิเษก เวลาที่มีฝนตกหนัก เนื่องจากไม่สามารถระบายน้ำออกไปออกคลองบางจากได้ ทั้งที่มีคำพิพากษามากว่า 20 ปีว่า ห้างดังกล่าวกระทำผิดจริง และได้มีคำสั่งให้ย้ายบริวารออกจากบริเวณดังกล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวชี้แจงในที่ประชุมสภาว่า สาเหตุที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงิน (ในรูปแบบเงินค่าปรับหรือค่าเช่า) กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังห้างนี้ได้ เนื่องจาก กทม. ยังไม่มีการออกใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะดำเนินการในกรณีดังกล่าว และรวมไปถึงประเด็นการขอให้มีการรื้อถอนอาคารตามคำตัดสินของศาล ซึ่งยังมีรายละเอียดในข้อกฎหมาย และรายละเอียดในเชิงเทคนิคด้านวิศวกรรมในตัวโครงสร้างอาคาร ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือถึงวิธีการและขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ณัฐพงษ์กล่าวว่า รัฐควรใช้กฎหมายที่มีในมือจัดการปัญหาเรื่องนี้ โดยศึกษาว่า กทม.หรือกรมบังคับคดีสามารถเข้าไปดำเนินการบังคับคดีให้ห้างดังกล่าวจ่ายเงินชดเชยแก่รัฐได้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจตามมาตรา 42 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ในการกำหนดระยะเวลาให้เอกชนไปรื้อถอนอาคาร และหากบริษัทไม่ยอมรื้อถอนตามคำสั่งตามมาตรา 42 ก็ยังสามารถใช้อำนาตตามมาตรา 66 ทวิ เพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้บริหารของห้างได้

ณัฐพงษ์ยังย้ำว่า การที่เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้ปัญหายืดเยื้อมากว่า 20 ปี อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเจตนากลั่นแกล้ง / ทุจริต มีความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

ณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากเรื่องนี้ผู้กระทำผิดเป็นประชาชนตัวเล็ก ๆ หน่วยงานรัฐคงไม่ปล่อยปละละเลยมานานขนาดนี้ แต่พอตัวผู้กระทำผิดเป็นบริษัทเอกชนผู้ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ กลับใช้อีกมาตรฐานหนึ่งในการบังคับคดี ซึ่งหากโดยสภาพไม่สามารถรื้อถอนสิ่งก่อสร้างได้ตามหลักวิศวกรรม ก็ควรเร่งรัดหามาตรการที่จะใช้เป็นทางออกร่วมกันเพื่อให้เอกชนผู้กระทำความผิดได้รับการลงโทษ และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ได้สัดส่วน