ห้ามเผยแพร่ความกลัว – รัฐบาลกำลังทำสงครามกับประชาชน

ห้ามเผยแพร่ความกลัว – รัฐบาลกำลังทำสงครามกับประชาชน


รัฐบาลกำลังทำสงครามกับประชาชน

– ‘ก้าวไกล’ ออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่งตาม ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ ปิดกั้นเสียงของความทุกข์ยาก

– ‘ชัยธวัช’ ย้ำ ประชาชนเลิกกลัวแล้ว เชื่อสมาคมสื่อฯร่วมต่อต้านถึงที่สุด

– ด้าน ‘วิโรจน์’ จวก สื่อสารว่า ‘จัดฉาก’ คือการเหยียบย่ำและมองไม่เห็นความสูญเสียของประชาชน ชี้ เกิดจากความน่าเชื่อถือล่มสลาย เป็นสัญญาณของพังทลายของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.64 พรรคก้าวไกลออกแถลงการณ์ต่อกรณีการใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกข้อกำหนดจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนและละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน โดยมี ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล และ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค เป็นผู้แถลง

ชัยธวัช กล่าวว่า ตามที่เมื่อวานนี้ (วันที่ 29 กรกฎาคม 2564) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่ การห้ามเสนอข่าวหรือเผยแพร่ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเป็นข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ รวมถึงให้อำนาจแก่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าว และส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีต่อไปนั้น

ย้อนชมไลฟ์ https://youtu.be/F2tmWyu5D5I






ต่อกรณีดังกล่าว พรรคก้าวไกลมีความเห็นดังนี้

ประการแรก การระบาดของไวรัสโควิด 19 ในปัจจุบัน อยู่ในสถานการณ์วิกฤตรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น เป็นเพราะการบริหารที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเจตนาที่จะแทงม้าตัวเดียวเรื่องวัคซีน และความบกพร่องในการยกระดับระบบสาธารณะให้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่แย่ที่สุด มิได้เกิดจากการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เมื่อสถานการณ์การระบาดเข้าขั้นวิกฤตในขณะนี้ แทนที่รัฐบาลจะใช้อำนาจเพื่อเร่งแก้ไขความบกพร่องผิดพลาดของตนเองในอดีต และสื่อสารกับประชาชนด้วยข้อมูลที่รอบด้านและชัดเจนไม่สับสน รัฐบาลกลับมองสื่อมวลชนและประชาชนเป็นภัยความมั่นคง แล้วใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ จำกัดการเสนอข่าวสารอย่างรอบด้านของสื่อมวลชน และปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดจากการออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 เมื่อวานนี้

ประการที่สอง การกำหนดข้อห้ามในลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ในข้อกำหนดฉบับที่ 27 ที่ออกเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 และแม้จะมีเสียงคัดค้านเป็นวงกว้างจากทั้งประชาชน นักวิชาการ รวมถึง 6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลก็หาได้รับฟังไม่ ยังคงเนื้อหาข้อห้ามไว้เช่นเดิมในข้อบังคับฉบับล่าสุดคือฉบับที่ 29 ซึ่งการมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. สามารถระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้นั้น ถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 36 ที่รับรองเสรีภาพของบุคคลในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใดๆ เนื่องจากการระงับให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้ใช้บริการรายใดๆ นั้นหมายความว่าผู้ใช้บริการนั้นมิอาจเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานประการใดก็ตาม

ประการที่สาม พรรคก้าวไกลเคยเตือน พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลไว้ตั้งแต่ก่อนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในแถลงการณ์ของพรรคเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ว่าหัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาการระบาดของโรค COVID-19 มิใช่อำนาจพิเศษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากแต่เป็นการมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนอย่างรอบคอบ เตรียมความพร้อมและประเมินผลกระทบมาอย่างรอบด้านแล้ว รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนหนักแน่นและการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

“พรรคก้าวไกลยังได้กำชับรัฐบาลต้องไม่ฉวยโอกาสใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินตามอำเภอใจ แต่ต้องใช้อย่างจำกัดและระมัดระวังเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหา COVID-19 เท่านั้น รวมถึงต้องไม่ฉวยโอกาสลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชนและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านมีความสำคัญในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อให้ประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้”



ความเห็นของชัยธวัช

ชัยธวัช กล่าวต่อว่า ทว่าตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา ตลอดการประกาศและต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้วทั้งสิ้น 14 ครั้ง เรากลับเห็นรัฐบาลเน้นใช้อำนาจพิเศษไปกับการปราบปรามการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ในขณะที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤต ทั้งการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคมาฉีดโดยเร็วที่สุด ทั้งการอนุมัติยา เครื่องมือตรวจโรค และอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ ทั้งการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค ทั้งหมดนี้ควรได้รับประโยชน์จากการรวมศูนย์บริหารจัดการและลดขั้นตอนดำเนินงานโดยผลของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่กลับกลายเป็นว่าในทางปฏิบัติก็ยังคงต้องมาติดหล่มของระเบียบวิธีราชการเหมือนที่เคยเป็นมา เกิดปัญหาความซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และขาดหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน ทุกอย่างสับสนวุ่นวายท่ามกลางสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเสียชีวิตไปวันละนับร้อยคนเป็นอย่างน้อย

“ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้ว พรรคก้าวไกลจึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ยกเลิกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ทันที และจากนั้นควรยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แล้วกลับไปสู่การรับมือและแก้ไขสถานการณ์ COVID-19 อย่างจริงจังภายใต้ระบบกฎหมายปรกติ โดยรัฐบาลที่สามารถแก้ไขวิกฤตได้ ไม่ใช่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกต่อไปแล้ว เพราะในวันนี้พิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นภาระอันหนักอึ้งเหลือเกินสำหรับประเทศนี้”



ความเห็นของวิโรจน์

ด้าน วิโรจน์ กล่าวว่า หากข่าวรัฐมีความโปร่งใส ข่าวลือใดๆก็จะไม่มี แต่ที่ผ่านมารัฐบาลประยุทธ์ไม่เคยเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบอย่างโปร่งใสเลย ล่าสุด มีประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่ความเย็นเพื่อตรวจสอบการส่งมอบวัคซีน ปรากฏว่าถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ เมื่อรัฐบาลปกปิดความจริงจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะต้องมีความกังวลและสื่อสารกันเองเพื่อสะท้อนความห่วงใยและเอื้ออาทรต่อกัน ยิ่งมีเอกสารข้อเท็จจริงที่หลุดออกมาไม่ตรงกับการสื่อสารที่รัฐบาลสื่อสารมาก่อนหน้า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็เป็นเรื่องที่ประชาชนจะถ่ายทอดความรู้สึกนั้นได้ และยืนยันนั่นไม่ใช่เฟกนิวส์ แต่เป็นสัญญาณสะท้อนว่ารัฐบาลประยุทธ์ได้ล่มสลายด้านความน่าเชื่อถือต่อประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือเป็นรัฐบาลที่รอวันพังทลายลง

วิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลบอกว่าจะมีการส่งมอบวัคซีน 6 ล้านโดสในเดือน มิ.ย. 64 และ 10 ล้านโดสในเดือนถัดๆ ไป แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่สามารถส่งมอบได้ นอกจากนี้ สัญญาจัดซื้อ 35 ล้านโดส เพิ่งมีการลงนามในสัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 4 พ.ค. นี้เอง ประชาชนจึงมีความชอบธรรมที่จะสงสัยว่าแล้วที่ผ่านมารัฐบาลให้คำมั่นกับประชาชนได้อย่างไร วันที่ 17 ก.พ. 64 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล้าที่จะให้คำมั่นกลางสภาผู้แทนราษฎรว่า ในไตรมาสที่ 3 จะมีวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าอยู่เต็มโรงพยาบาล อยู่เต็มแขนพี่น้องประชาชนได้อย่างไร และยังกล้าให้คำมั่นว่าจะไม่มีใครมาตัดคิว จะไม่มีใครมาแย่งจากมือของพี่น้องประชาชนไปได้ เพราะวัคซีนผลิตในบ้านของเรา

“นายกรัฐมนตรีมีการสื่อสารที่ผิดพลาดกับประชาชนมาตลอด วันที่ 2 มิ.ย. 64 พูดว่าการตัดสินใจไม่เข้าร่วม COVAX เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่วันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้ออกมาขอโทษ พี่น้องประชาชนและดูเหมือนว่าจะตัดสินใจเข้าร่วม COVAX ยังมีอีกหลายการสื่อสารที่ประชาชนตั้งข้อสังเกต เช่นการพูดว่าจะไม่ให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ทดลองวัคซีน ดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดไว้เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 64 และสำทับด้วยคำพูดของ อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 64 แต่ในท้ายที่สุดก็มีการประกาศใช้วัคซีนสูตรผสมด้วยการใช้วัคซีนชิโนแวคเป็นเข็มแรก และวัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเป็นเข็มที่สอง ทั้งที่ยังไม่ได้มีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบที่มากพอ นี่คือสิ่งที่ทั้งคู่ไม่สามารถทำได้ตามพูดและทำให้ประชาชนไม่อาจเชื่อถือได้อีกต่อไป”



นอกจากนี้ ในวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข ยังเปิดเผย 4 ผลการศึกษา ในทำนองที่ยืนยันว่าวัคซีนชิโนแวคยังมีประสิทธิภาพถึง 75 % ในการรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ได้ ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า ถ้ามีประสิทธิภาพถึงขนาดนั้น ทำไมต้องใช้วัคซีนสูตรผสมในการรับมือสายพันธุ์เดลต้า และการสื่อสารครั้งนี้ก็ไม่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ที่แม้ไม่ได้สื่อสารตรงๆว่าไม่ให้สั่งซื้อวัคซีนชิโนแวค แต่แนะนำให้สั่งซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ชี้ว่า วัคซีนชิโนแวคยังไม่มีผลยืนยันที่เชื่อได้ว่าจะสามารถรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ได้ นอกจากนี้แพทยสภาและแพทย์จากรามาธิบดี 604 คนก็ได้ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันแต่รัฐบาลก็ไม่ได้นำคำแนะนำขององค์กรทางการแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือระดับสูงมาใช้แต่อย่างใด”

วิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า จากประกาศอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ฉบับที่ 29 นี้พรรคก้าวไกลจึงขอตั้งคำถามว่าการบิดเบือนที่ผ่านมาของรัฐบาลไม่มีความผิดเลยหรือ และการสื่อสารที่ทำให้ประชาชนรู้สึกสิ้นหวัง กังวลหมดอาลัยตายอยาก ถูกเหยียบย่ำซ้ำเติมไม่มีความผิด ไม่มีความรับผิดชอบจากรัฐบาลเลยหรืออย่างไร เช่น กรณีที่ รมช.สาธารณสุข พูดว่าจะมีประชาชนโชคร้ายที่ต้องตายที่บ้านบ้าง ฯลฯ พรรคก้าวไกลยืนยันว่าประชาชนที่เสียชีวิตที่บ้านเขาไม่ใช่เพราะโชคร้าย แต่ที่เขาต้องเจอกับสภาพแบบนี้ก็เพราะความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาล การไม่นำพาต่อคำติติงแนะนำของรัฐบาล ไม่ตระเตรียมความพร้อมที่ดีเพื่อรองรับสถานการณ์

นอกจากนี้ ยังมีการสื่อสารของข้าราชการการเมืองที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐที่กล่าวหาเหยียบย่ำซ้ำเติมประชาชนว่าภาพที่ประชาชนล้มลงบนถนนนั้นคือ ‘การจัดฉาก’ ซึ่งสื่อมวลชนได้นำเสนอและชี้แจงไปแล้วว่า ภาพดังกล่าวมีทั้งประชาชนที่ล้มลงด้วยโรคโควิด บางรายก็ล้มลงด้วยสาเหตุอื่น แต่ก็ไม่สามารถไปช่วยได้เพราะกังวลว่าคนที่ล้มลงจะป่วยโควิดหรือไม่ การสื่อสารว่าจัดฉากคือการเหยียบย่ำประชาชนและมองไม่เห็นความสูญเสียเลย

“ยังมีคำถามจากประชาชนว่ามีการอำพรางตัวเลขการติดเชื้อของประชาชนหรือไม่ ถ้ามีจะเป็นภัยร้ายต่อการจัดการสถานการณ์อย่างมาก จะนำไปสู่การตัดสินใจออกทะเลและนำไปสู่การสูญเสียของพี่น้องประชาชนมากกว่าเดิม หลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ และ อนุทิน ให้คำมั่นกับประชาชนแล้วทำไม่ได้ ประชาชนจึงมีสิทธิทวงสัญญาว่า เช่นที่บอกว่าจะไม่ให้ประชาชนเสียชีวิตเพราะการรอเตียงอีก แต่ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงใดๆอย่างมีนัยยะสำคัญ ศูนย์พักคอยก็ไม่ได้มีมากพอต่อการรองรับผู้ติดเชื้อที่มากขึ้น ต่อมา วันที่ 23 ก.ค.64 พล.อ.ประยุทธ์ ทำเพียงการออกคำสั่งโดยไม่มีขั้นตอนรายละเอียดใดว่า ห้ามมิให้มีประชาชนตายริมถนนอีก ด้วยการที่ไม่ทำงานหน้างานจริงและไม่ดูอุปสรรคจากหน้างาน ในที่สุดวันที่ 27 ก.ค. สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ก็ต้องออกมาสารภาพด้วยความสิ้นหวังของประชาชนว่า อาจจะโชคร้ายที่มีประชาชนต้องตายที่บ้านบ้าง นี่คือความล้มเหลวของรัฐบาลและเป็นความล้มเหลวในการสื่อสารกับประชาชนทั้งสิ้น”



วิโรจน์ กล่าวอีกว่า แม้แต่การสั่งการเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิที่จะมีชีวิตรอด มีสิทธิเข้าถึงยาต้านไว้รัสอย่างรวดเร็วภายใน 4 วันนับแต่วันที่มีอาการซึ่งเป็นแนวเวชปฏิบัติที่ออกโดยกรมการแพทย์เพื่อทำให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้ทำ กลับมาออกคำสั่งที่ 29 เพื่อควบคุมการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อมวลชนและพยายามยัดเยียดการวิพากษ์วิจารณ์และการเห็นต่างของประชาชนให้เป็นเฟคนิวส์ ขอถามหน่อยว่า แม้แต่เสียงบ่นของประชาชนก็จะไม่ให้เขาส่งเสียงหรือ

“เด็กสองคนคนที่กำพร้าแม่ เป็นความจริง

เด็กสองขวบที่ต้องเสียคุณพ่อและจะไม่มีโอกาสได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นจากพ่อเขาอีกตลอดชีวิตเป็นความจริง

เด็กหลายคนที่ต้องเป็นกำพร้าเป็นความจริง

เด็กไร้เดียงสาที่มาไหว้พนมมือขอผ้าห่ม เพื่อไปห่มให้แม่ที่ตัวเย็นโดยที่เขาไม่รู้ว่าร่างที่เย็นนั้นเป็นร่างที่ไร้วิญญาณแล้วเป็นความจริง

ให้ประชาชนเขาได้สะท้อนบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่าเหยียบย่ำซ้ำเติมมากกว่านี้ อย่าก่อกรรมทำเข็ญให้ประชาชนได้รู้สึกเสียอกเสียใจไปมากกว่านี้ พรรคก้าวไกลจึงขอยืนยันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยกเลิกประกาศ ฉบับที่ 29 โดยพลัน จงให้เกียรติประชาชนให้มากกว่านี้ และเร่งดำเนินการใดๆที่พรรคก้าวไกลได้นำเสนอและสั่งการไปยัง พล.อ.ประยุทธ์แล้วโดยพลัน”






ในช่วงตอบคำถาม สื่อมวลชนได้ตั้งคำถามว่า การห้ามสื่อเสนอข้อมูลที่สร้างความหวาดกลัว แม้จะเป็นความจริงจะนำไปสู่อะไร โดยชัยธวัช ตอบว่า ข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วนรอบด้านที่สุด จะทำให้สังคมเข้าใจว่าเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหนและจะนำไปสู่การคลี่คลายวิกฤตได้ดีที่สุด หากข้อมูลไม่ครบถ้วน ประชาชนก็ไม่รู้สถานการณ์จริงเราก็จะก้าวข้ามวิกฤตไปไม่ได้เลย

“แทนที่ตอนนี้รัฐบาลจะพุ่งเป้าป้ายสีข้อมูลและเสียงของประชาชนว่าเป็นเฟกนิวส์ คำถามคือรัฐบาลต่างหากที่เป็นผู้ผลิตเฟคนิวส์เองหรือไม่และเฟกนิวส์ของรัฐบาลจะส่งผลต่อการแก้ไขปัญหามากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ตกลงวันนี้ เราเชื่อหรือไม่ว่าข้อมูลผู้ติดเชื้อและข้อมูลผู้เสียชีวิตที่รัฐบาลแถลงทุกวัน ตรงกับข้อเท็จจริงหรือมีความตั้งใจที่จะคุมตัวเลขนี้ให้ต่ำกว่าความจริง ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าตรวจสอบไม่ได้ ตั้งคำถาม วิจารณ์ไม่ได้แถมยังถูกดำเนินคดีก็ไม่นำไปการแก้ปัญหาได้

เฟกนิวส์อีกประเด็นที่สำคัญคือเรื่องวัคซีน รัฐบาลยังยืนยันเสมอว่า ปีนี้จะได้ฉีดวัคซีน 100 ล้านโดสมาฉีดให้ประชาชน นี่คือเฟคนิวส์หรือไม่ ยืนยันหรือไม่ว่าจะได้จริงตามนั้น เฟคนิวส์ประเภทนี้ต่างหากที่จะส่งผลต่อความมั่นคง เจตนาการออกข้อกำหนดนี้ คือความตั้งใจสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชน ไม่ใช่ทำให้ไม่เกิดข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนกลัว ตรงข้าม นี่คือเจตนาให้ประชาชนไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือให้ข่าวสารที่ไม่ตรงกับรัฐบาล แต่เชื่อว่าประชาชนเลยเส้นกลัวรัฐบาลไปแล้ว เพราะขณะนี้ความผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลมันเข้าไปกระทบกับชีวิต เลือดเนื้อจริงๆของเขารวมถึงญาติพี่น้องและเศรษฐกิจของเขา ถ้าเป็นแบบนี้ นี่คือการที่รัฐบาลกำลังทำสงครามกับประชาชน เพราะถ้าคนไม่กลัวก็ใช้กฎหมายไปดำเนินคดีมากขึ้น ที่ผ่านมาก็ทำ แต่ประชาชนก็ไม่กลัว และคิดว่าสื่อมวลชนและสมาคมสื่อมวลชนเองก็จะร่วมกันต่อต้านการใช้กฎหมายพิเศษลักษณะนี้ถึงที่สุด”



ขณะที่ วิโรจน์ ตอบคำถามดังกล่าวว่า ความกลัวที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงจะช่วยให้ประเทศคุมสถานการณ์ได้ดีและมีประสิทธิภาพ แต่ความไม่กลัวบนการสื่อสารที่บิดเบือนของรัฐบาลต่างหากที่จะทำให้สถานการณ์แพร่ระบาดรุนแรงขึ้นและรัฐบาลจะไม่อยู่ในสภาพที่รับผิดชอบได้เลย

Login